เวลาที่เรามีแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัด แผลอุบัติเหตุ หรือแม้แต่แผลสิว บางคนแผลก็หายเรียบเนียนเป็นปกติ แต่ทำไมบางคนแผลถึงเริ่มบวม แดง และนูนขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ หลายคนมาปรึกษาที่คลินิกด้วยความกังวลว่านี่คือแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์กันแน่ และกลัวว่ามันจะไม่ยุบลงไปอีกเลย
ในฐานะหมอที่เจอคนไข้มีปัญหาเรื่องแผลเป็นอยู่บ่อยๆ ผมเข้าใจความกังวลนี้ดีครับ เพราะแผลเป็นนูนไม่เพียงแต่ทำให้เสียความมั่นใจ แต่บางครั้งยังมีอาการคัน เจ็บ หรือตึงร่วมด้วย วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันแบบตรงไปตรงมาว่าแผลเป็นนูนเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะการป้องกันและลดเลือนแผลเป็นนูนตั้งแต่เนิ่นๆ ได้อย่างไรบ้าง
แผลเป็นนูนกับคีลอยด์ต่างกันอย่างไร ดูยังไงว่าเราเป็นแบบไหน
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าแผลเป็นที่นูนขึ้นมาไม่ได้เป็นคีลอยด์ทุกแผล โดยทั่วไปเราแบ่งออกเป็นสองแบบหลักๆ ที่คนไข้ชอบสับสนกัน
- แผลเป็นนูนเกิน หรือ Hypertrophic Scar: แผลจะนูนขึ้นมาตามขอบเขตเดิมของบาดแผลที่เป็น แผลอาจจะดูหนาและแดงในช่วงแรก แต่พอเวลาผ่านไปหลายเดือน แผลกลุ่มนี้มักจะค่อยๆ ราบลงและสีจางลงได้เอง
- แผลเป็นคีลอยด์ หรือ Keloid: อันนี้จะต่างออกไปตรงที่เนื้อแผลจะโตลุกลามเกินขอบเขตของแผลเดิมไปมาก เหมือนก้อนเนื้อที่งอกลามออกไปเรื่อยๆ และที่สำคัญคือคีลอยด์มักจะไม่ยุบหายไปเองตามกาลเวลา แถมพอยิ่งไปผ่าตัดออกอย่างไร้ทิศทาง ก็อาจจะกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมได้อีก
ช่วงเวลาทองของการดูแลแผล: ทำไมต้องรีบทำตั้งแต่แผลเพิ่งหาย
ความลับสำคัญในการจัดการกับแผลเป็นคือ ช่วงเวลา 1 ถึง 3 เดือนแรกหลังจากแผลปิดสนิทแล้ว ช่วงนี้ร่างกายกำลังซ่อมแซมตัวเองครั้งใหญ่และสร้างคอลลาเจนออกมาจำนวนมาก ถ้าเราปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลตั้งแต่ตอนนี้ โอกาสที่แผลจะกลายเป็นแผลเป็นนูนจะมีสูงมาก
การเริ่มต้นดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณเตือนร่างกายว่าไม่ต้องผลิตคอลลาเจนออกมาเกินความจำเป็น ช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนเรียงตัวกันเป็นระเบียบมากขึ้น แผลจึงมีโอกาสเรียบเนียนได้มากกว่าปล่อยให้แผลเป็นอยู่ตัวไปแล้วค่อยมารักษาทีหลัง
วิธีดูแลแผลสดให้ห่างไกลความนูนด้วยแผ่นซิลิโคนและเจลลดรอย
เมื่อแผลแห้งสนิทดีแล้ว ไม่มีสะเก็ดหลุดรอด หรือตัดไหมเรียบร้อยแล้ว อุปกรณ์ชิ้นแรกที่ผมมักจะแนะนำให้คนไข้ใช้เสมอคือแผ่นซิลิโคนเจล (Silicone Gel Sheet) หรือเจลทารอยแผลเป็นที่มีส่วนผสมของซิลิโคน
เจ้าซิลิโคนตัวนี้มีกลไกทางการแพทย์ที่ดีมากๆ ครับ มันช่วยรักษาความชุ่มชื้นใต้ผิวหนังบริเวณแผล และช่วยลดแรงดึงรั้งรอบๆ แผล ทำให้ร่างกายรู้ว่าไม่ต้องส่งเซลล์สร้างเนื้อเยื่อมาซ่อมแซมมากเกินไป แนะนำให้แปะแผ่นซิลิโคนต่อเนื่องวันละ 12 ถึง 24 ชั่วโมง เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 เดือน จะช่วยลดความนูนแดงได้อย่างเห็นผล
เทคนิคการนวดแผลและการหลีกเลี่ยงแรงดึงที่หลายคนมองข้าม
อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่หมอแนะนำคือการนวดแผลเบาๆ เมื่อแผลปิดสนิทดีแล้ว การใช้นิ้วนวดวนเบาๆ บริเวณแผลวันละไม่กี่นาที จะช่วยให้เนื้อเยื่อที่กำลังเกาะตัวกันแน่นคลายตัวลง และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้แผลนิ่มเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ เรื่องของแรงดึงที่ผิวหนังก็สำคัญมากครับ หากแผลอยู่บริเวณข้อต่อ หน้าอก หรือหัวไหล่ ซึ่งเป็นจุดที่มีการขยับและดึงรั้งตลอดเวลา ผิวหนังจะพยายามสร้างคอลลาเจนมาสมานให้แน่นขึ้น ทำให้เกิดแผลเป็นนูนได้ง่าย ช่วงที่แผลยังใหม่อยู่ จึงควรระวังการขยับตัวแรงๆ หรือหาอุปกรณ์พยุงเพื่อลดแรงดึงที่ตัวแผล
ทางเลือกทางการแพทย์เมื่อแผลเริ่มนูนแดงขึ้นมาแล้ว
ถ้าทำตามวิธีข้างต้นแล้วแผลยังคงมีอาการนูน แดง หรือคันมากขึ้นเรื่อยๆ แปลว่ากระบวนการอักเสบเริ่มทำงานหนักเกินไปแล้วครับ ในขั้นตอนนี้การมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ตรงจุดจะช่วยควบคุมได้ดีที่สุด
แนวทางรักษายอดนิยมและได้ผลดีในทางการแพทย์ ได้แก่ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าที่รอยแผลเป็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและทำให้แผลยุบตัวลง โดยแพทย์จะนัดฉีดทุกๆ 3 ถึง 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น เลเซอร์รักษารอยแผลเป็น หรือการใช้ความเย็นจัด (Cryotherapy) ร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและความหนาของแผลในคนไข้แต่ละรายครับ