เวลาที่ตรวจเจอโรคเบาหวาน สิ่งแรกที่หลายคนกังวลมักจะเป็นเรื่องการกินของหวาน การคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือกลัวเรื่องแผลที่เท้าหายยาก แต่มีอวัยวะชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่น้ำตาลในเลือดสูงมักจะแอบไปทำลายเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว นั่นก็คือดวงตาคู่สวยของเรานี่เองครับ
คนไข้หลายคนที่คลินิกมักจะตกใจมากเมื่อหมอบอกว่า เบาหวานเริ่มลามไปที่จอประสาทตาแล้ว ทั้งที่มองกระจกทีไรก็ยังเห็นชัดดีอยู่เลย นั่นเป็นเพราะว่า โรคจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการเตือนอะไรเลยครับ กว่าจะรู้ตัวอีกที ภาพที่เคยชัดก็เริ่มเบลอ มีจุดดำลอยไปมา หรือสูญเสียการมองเห็นไปบางส่วนเสียแล้ว
น้ำตาลในเลือดสูงเกินพิกัด ทำไมถึงไปทำลายจอประสาทตาได้?
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองนึกภาพว่าหลอดเลือดฝอยในร่างกายของเราโดยเฉพาะที่จอประสาทตานั้น เปรียบเสมือนท่อส่งน้ำขนาดจิ๋วที่หล่อเลี้ยงเซลล์รับภาพ เมื่อเราคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี น้ำตาลส่วนเกินที่ลอยอยู่ในกระแสเลือดจะค่อยๆ เข้าไปทำลายผนังหลอดเลือดฝอยเหล่านี้ทีละน้อย
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ หลอดเลือดจะเริ่มโป่งพอง มีอาการรั่วซึมของเลือดและสารน้ำเข้าไปในจอประสาทตา ทำให้เกิดภาวะบวม บางจุดที่หลอดเลือดตีบตันก็ทำให้จอประสาทตาขาดเลือดไปเลี้ยง ร่างกายพยายามแก้ปัญหาด้วยการสร้างหลอดเลือดใหม่ออกมา ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่เปราะและแตกง่ายกว่าเดิม กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้จอประสาทตาเสียหายหนักขึ้นเรื่อยๆ
สัญญาณเตือนระยะเริ่มต้น: สังเกตตัวเองอย่างไรก่อนที่จะสายเกินไป?
ความน่ากลัวของโรคลักษณะนี้คือ ในระยะแรกสุด โรคจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน แทบไม่มีอาการเจ็บปวดหรือเตือนภัยใดๆ เลยครับ เรายังสามารถขับรถ อ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ได้ตามปกติ จนกระทั่งความผิดปกติลุกลามมาถึงจุดรับภาพตรงกลางดวงตา
อาการผิดปกติที่ต้องรีบมาพบแพทย์ตาโดยด่วน มีดังนี้ครับ
- ตามัวลงอย่างช้าๆ หรือรู้สึกว่าภาพไม่คมชัดเหมือนเดิม แม้จะเปลี่ยนแว่นใหม่แล้วก็ตาม
- มีจุดดำ หยวกกล้วย หรือเส้นใยลอยไปมา ในลานสายตา
- เห็นภาพบิดเบี้ยว เช่น เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นตารางหมากรุกแล้วเบี้ยว
- การมองเห็นในที่มืดแย่ลง หรือปรับสายตาจากที่สว่างไปที่มืดได้ยาก
- สูญเสียการมองเห็นฉับพลัน เกิดจากมีเลือดออกจำนวนมากในวุ้นตา ซึ่งอันตรายมาก
ใครบ้างที่เสี่ยงเจอแจ็คพอตโรคนี้มากกว่าคนอื่น?
ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเบาหวานจะต้องตาบอดเสมอไปครับ แต่ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นตามปัจจัยเหล่านี้
- ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน ยิ่งเป็นมานานหลายปี โอกาสเป็นโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น
- คุมน้ำตาลได้ไม่ดี ระดับน้ำตาลสะสมหรือค่า HbA1c สูงเรื้อรัง
- มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งทำให้หลอดเลือดเสียหายเร็วยิ่งขึ้น
- คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน ภาวะนี้อาจกำเริบอย่างรวดเร็วในช่วงตั้งครรภ์
- สูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงในการทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย
วิธีตรวจเช็กดวงตาและการรักษาเมื่อเจอความผิดปกติ
ข่าวดีคือ ถ้าเราตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ โอกาสรักษาให้หายหรือยับยั้งไม่ให้ตาบอดมีสูงมากครับ หมอจึงมักจะแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้องได้รับการตรวจจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าจะยังมองเห็นชัดเจนดีก็ตาม
สำหรับการตรวจ ทางหมอตาจะทำการหยอดยาขยายม่านตา เพื่อส่องดูความผิดปกติของหลอดเลือดและจอประสาทตาด้านหลังอย่างละเอียด หากพบความผิดปกติ การรักษาจะแบ่งตามความรุนแรง เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลและความดันให้ดีขึ้น การยิงเลเซอร์เพื่อหยุดการรั่วซึมของหลอดเลือด การฉีดยาเข้าวุ้นตาเพื่อลดอาการบวม หรือการผ่าตัดในกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตาปริมาณมาก
แนวทางดูแลตัวเองฉบับคนเป็นเบาหวาน ให้ดวงตาอยู่กับเราไปนานๆ
การปกป้องดวงตาจาก โรคจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ยาหยอดตาราคาแพง แต่มันอยู่ที่การดูแลสุขภาพภาพรวมของเราเองครับ
- คุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ ตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
- ควบคุมความดันโลหิตและไขมัน เพราะเป็นตัวการเสริมความเสียหายให้หลอดเลือดฝอย
- มาพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ ทั้งหมอโรคเบาหวานและจักษุแพทย์
- งดสูบบุหรี่เด็ดขาด เพื่อลดการอักเสบและปกป้องหลอดเลือดทั่วร่างกาย
- สังเกตความผิดปกติของสายตาอยู่เสมอ หากมีอาการตามัว วุ้นตาเสื่อม หรือเห็นภาพเบี้ยว ควรรีบมาตรวจทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงรอบนัด
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ และเป็นสิ่งล้ำค่าที่เราใช้มองโลกใบนี้ในทุกๆ วัน การใส่ใจควบคุมเบาหวานตั้งแต่วันนี้ คือของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้ดวงตาของเราเองครับ