เมื่อขีดสีแดงสองขีดปรากฏขึ้นบนชุดตรวจครรภ์ ความตื่นเต้นและยินดีมักจะตามมาด้วยคำถามมากมายในใจ โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5-6 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยตื่นนอนอย่างสดชื่น กลับกลายเป็นลุกจากเตียงด้วยความรู้สึกพะอืดพะอม เวียนหัว หรือบางคนอาจจะไวต่อกลิ่นอาหารที่เคยชอบจนทนไม่ได้ อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนแรกของชีวิตใหม่ที่กำลังเติบโต ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า อาการแพ้ท้องและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะเริ่มต้น ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมเริ่มตั้งครรภ์แล้วต้องเวียนหัว คลื่นไส้? รู้ทันสาเหตุอาการแพ้ท้องและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะเริ่มต้น
อาการแพ้ท้องไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการปฏิวัติระบบภายในร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโอบอุ้มอีกหนึ่งชีวิต กลไกหลักที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้คือเรื่องของฮอร์โมน
เบื้องหลังพายุฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายคุณแม่ปั่นป่วน
ในช่วงไตรมาสแรก ร่างกายจะเร่งผลิตฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Genadotropin) ซึ่งสร้างจากรก ฮอร์โมนตัวนี้จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและจะขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ 8-11 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แม่ๆ ส่วนใหญ่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงที่สุด นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่เพิ่มสูงขึ้น ฮอร์โมนนี้มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบทั่วร่างกายคลายตัว รวมถึงกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัวช้าลง อาหารตกค้างนานขึ้น เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง และกรดไหลย้อนตามมาได้ง่าย
สัญญาณเตือนจากร่างกาย ช่วงสัปดาห์แรกๆ คุณแม่ต้องเจอกับอะไรบ้าง?
นอกเหนือจากอาการคลื่นไส้อาเจียนในช่วงเช้าหรือตลอดทั้งวันแล้ว ร่างกายของผู้หญิงในระยะเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอื่นๆ ที่เด่นชัดอีกหลายประการ
เจ็บคัดเต้านม อ่อนเพลียผิดปกติ และอาการเข้าห้องน้ำบ่อยที่เลี่ยงไม่ได้
- อาการเจ็บคัดตึงเต้านม: เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่กระตุ้นการพัฒนาของต่อมน้ำนมและเพิ่มปริมาณเลือดมาเลี้ยงบริเวณนี้ คุณแม่จะรู้สึกเจ็บคล้ายช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่จะมีความรู้สึกไวต่อสัมผัสและเต้านมขยายใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน
- ความรู้สึกเพลียเหมือนวิ่งมาราธอนตลอดเวลา: ในช่วง 12 สัปดาห์แรก ร่างกายต้องใช้พลังงานมหาศาลในการสร้างรกและระบบไหลเวียนเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงทารก อัตราการเผาผลาญพลังงานจึงสูงขึ้นมาก ประกอบกับระดับฮอร์โมนที่แปรปรวน ทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยง่ายและอยากนอนหลับตลอดทั้งวัน
- ปัสสาวะบ่อยขึ้นจนกวนใจ: มดลูกที่เริ่มขยายตัวจะไปกดทับกระเพาะปัสสาวะซึ่งอยู่ข้างหน้า ประกอบกับไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกรองของเสียจากปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นในร่างกาย ทำให้คุณแม่รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ แม้จะเพิ่งเข้าห้องน้ำไปไม่นาน
วิธีดูแลตัวเองให้อยู่หมัด เมื่ออาการแพ้ท้องเริ่มจู่โจม
แม้จะไม่สามารถหยุดยั้งพายุฮอร์โมนได้ทั้งหมด แต่คุณแม่สามารถปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะเริ่มต้นให้เบาบางลง และผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างราบรื่น
- ปรับรูปแบบการรับประทานอาหาร: แทนที่จะกินมื้อใหญ่ 3 มื้อ ให้เปลี่ยนเป็นมื้อย่อยๆ 5-6 มื้อตลอดทั้งวัน เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารว่างจนกรดกัดกระเพาะ หรืออิ่มเกินไปจนกระตุ้นการอาเจียน ควรเน้นอาหารย่อยง่าย ไขมันต่ำ และโปรตีนสูง
- เตรียมของว่างไว้ข้างเตียง: อาการคลื่นไส้มักจะรุนแรงที่สุดตอนตื่นนอนตอนเช้าเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ การทานแครกเกอร์ ขนมปังกรอบแผ่นเล็กๆ หรือคุกกี้สิงคโปร์สัก 2-3 ชิ้นก่อนลุกจากเตียง จะช่วยเคลือบกระเพาะและลดอาการพะอืดพะอมได้ดี
- จิบน้ำระหว่างวันบ่อยๆ: หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากๆ พร้อมมื้ออาหาร แต่ให้ใช้วิธีจิบน้ำอุ่น น้ำขิงอุ่นๆ หรือน้ำมะนาวทีละน้อยตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันการขาดน้ำและช่วยลดอาการคลื่นไส้
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นกลิ่น: พยายามสังเกตว่ากลิ่นไหนที่กระตุ้นให้อาเจียน เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสบู่ หรือกลิ่นอาหารบางชนิด แล้วหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นไปก่อนชั่วคราว
อาการแบบไหนหลังตั้งครรภ์ระยะแรก ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
ถึงแม้อาการแพ้ท้องและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะเริ่มต้นจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในบางกรณี อาการเหล่านั้นอาจรุนแรงเกินกว่าขอบเขตที่ปลอดภัย หากคุณแม่เริ่มมีอาการเหล่านี้ ควรได้รับการดูแลจากแพทย์โดยเร็ว
- ภาวะแพ้ท้องรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum): มีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลยตลอด 24 ชั่วโมง
- มีสัญญาณของการขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะมีสีเข้มมาก ปัสสาวะไม่ออกนานกว่า 8 ชั่วโมง ปากแห้ง ผิวแห้ง และมีอาการวิงเวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้เมื่อลุกขึ้นยืน
- น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว: น้ำหนักลดลงมากกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์
- มีอาการปวดเกร็งช่องท้องหรือมีเลือดออกทางช่องคลอด: นี่คือสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยทันทีเพื่อประเมินความปลอดภัยของตัวอ่อนในครรภ์
การเริ่มต้นเส้นทางการเป็นคุณแม่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ร่างกายที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปคือหลักฐานชั้นดีว่าคุณกำลังสร้างปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ ขอเพียงเข้าใจกลไก ปรับตัวตามธรรมชาติ และดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี อาการแพ้ท้องเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและผ่านพ้นไปเมื่อก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่สอง