กินอะไรเข้าไปทำไมถึงปวดท้องรุนแรง: ทำความรู้จักเจ้าแบคทีเรียตัวนี้กันก่อน
เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดบิดเกร็งที่ท้องน้อยอย่างรุนแรง พร้อมกับถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดปน สิ่งแรกๆ ที่หมอมักจะนึกถึงนอกเหนือจากอาหารเป็นพิษทั่วไป ก็คือการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่าแคมพิลโลแบคเตอร์ เจ้าตัวนี้มักแฝงตัวมากับอาหารที่เราคาดไม่ถึง เช่น เนื้อไก่ที่ปรุงไม่สุก น้ำดื่มที่ไม่สะอาด หรือนมดิบที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์
ความน่ากลัวของเชื้อตัวนี้คือ มันใช้ปริมาณเชื้อเพียงไม่กี่ตัวก็สามารถทำให้ระบบทางเดินอาหารของเราปั่นป่วนได้แล้ว เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย มันจะเข้าไปทำลายเยื่อบุลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้ร่างกายต้องรีบขับสิ่งแปลกปลอมนั้นออกด้วยอาการท้องร่วงและอาเจียน
ช่วงสองสามวันแรกเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายบ้าง: อาการเตือนที่สังเกตได้
อาการมักจะไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังกินอาหารมื้อนั้นเข้าไปทันทีโดยส่วนใหญ่แล้ว เชื้อนี้จะใช้เวลาฟักตัวประมาณสองถึงห้าวันก่อนจะแสดงฤทธิ์เดช คนไข้หลายคนมักจะมาเล่าให้ฟังว่า อยู่ดีๆ ก็มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวเหมือนจะเป็นไข้หวัด ก่อนที่จะตามมาด้วยอาการปวดท้องบิดเกร็งตรงบริเวณท้องน้อยด้านล่าง ซึ่งบางครั้งปวดมากจนเข้าใจผิดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ
หลังจากนั้นไม่นาน อาการท้องร่วงก็ตามมาอย่างหยุดไม่อยู่ บางคนถ่ายวันหนึ่งมากกว่าสิบครั้ง อุจจาระอาจจะเริ่มจากลักษณะเหลวเหมือนน้ำ แล้วเปลี่ยนเป็นมีมูกหรือเลือดปนออกมาด้วยเนื่องจากลำไส้เกิดแผลอักเสบจากการรุกรานของเชื้อแบคทีเรีย
เช็กให้ชัวร์ว่าเป็นเพราะเชื้อนี้แน่หรือเปล่า: วิธีการวินิจฉัยของแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ หมอจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น เมื่อวานทานอะไรมาบ้าง มีคนในครอบครัวมีอาการเหมือนกันไหม จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น การกดเจ็บที่หน้าท้อง และประเมินภาวะขาดน้ำ
ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือมีไข้สูง หมออาจพิจารณา ส่งตรวจอุจจาระเพื่อหาเม็ดเลือดขาวและตรวจหาเชื้อแบคทีเรียตัวนี้โดยเฉพาะ หรืออาจจะต้องเจาะเลือดตรวจหาการอักเสบในร่างกาย เพื่อแยกโรคออกจากภาวะลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดอื่นๆ และเพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังรักษาด้วยยาที่ตรงจุดที่สุด
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อท้องร่วงเฉียบพลันจากแคมพิลโลแบคเตอร์
หัวใจสำคัญที่สุดของการรักษาโรคนี้ไม่ใช่การหยุดถ่ายทันที แต่เป็นการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เพราะเวลาที่เราท้องเสีย ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ปริมาณมากอย่างรวดเร็ว
- ดื่มเกลือแร่ ORS: จิบเกลือแร่ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช็อกจากการสูญเสียเกลือแร่
- เลือกกินอาหารอ่อนย่อยง่าย: เช่น ข้าวต้มปลาโจ๊ก หรือซุปใส หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด นม และอาหารไขมันสูงชั่วคราว
- พักผ่อนให้เพียงพอ: ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูพลังงานและระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค
ยากลุ่มไหนควรใช้และยาอะไรที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด
คนไข้หลายคนมักจะหายาหยุดถ่ายมากินเองเมื่อมีอาการท้องเสีย ซึ่งหมอต้องเตือนเลยว่า สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียแคมพิลโลแบคเตอร์ การกินยาหยุดถ่ายทันทีอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะมันจะไปขัดขวางกระบวนการขับเชื้อโรคออกจากร่างกาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้นและอาการอักเสบรุนแรงกว่าเดิม
ในส่วนของยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ หมอจะเป็นผู้พิจารณาจ่ายให้เฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง มีไข้สูง หรือในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา
สัญญาณอันตรายแบบไหนที่ต้องรีบกลับมาหาหมอทันที
แม้อาการท้องร่วงจากแคมพิลโลแบคเตอร์ส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองภายในหนึ่งสัปดาห์หากดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม แต่ก็มีบางกรณีที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบกลับมาพบแพทย์โดยด่วน
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะออกน้อยมากหรือเป็นสีเข้มจัด เวียนหัวหน้ามืดเวลาลุกขึ้นยืน ปากแห้งผิวแห้ง
- ไข้สูงไม่ยอมลด: มีไข้สูงติดต่อกันหลายวันแม้จะเช็ดตัวและกินยาลดไข้แล้ว
- ปวดท้องรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ: อาการปวดท้องไม่ทุเลา หรือมีอาการเกร็งแข็งที่หน้าท้อง
- ถ่ายเป็นเลือดสดปริมาณมาก: หรือมีอาการอาเจียนจนไม่สามารถกินน้ำหรืออาหารอ่อนได้เลย
ป้องกันอย่างไรไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียตัวนี้มักมากับอาหารและน้ำ การป้องกันที่ดีที่สุดจึงเริ่มต้นจากสุขצีอนามัยส่วนบุคคล เลือกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ความร้อนต้องทั่วถึง โดยเฉพาะเนื้อไก่และเนื้อสัตว์ปีก หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ทำครัวร่วมกันระหว่างเนื้อสัตว์ดิบและอาหารที่พร้อมรับประทาน และที่สำคัญคือล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำเสมอ