เวลาที่คนไข้กลุ่มที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเดินเข้ามาที่ห้องตรวจพร้อมกับรอยแผลเล็กๆ น้อยๆ หมอมักจะแอบมีความกังวลอยู่ในใจเสมอครับ เพราะสำหรับคนทั่วไป แผลถลอกหรือแผลมีดบาดอาจจะหายได้เองภายในไม่กี่วัน แต่กับคนที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นจากโรคประจำตัว การทานยากดภูมิ หรือการรักษาโรคมะเร็ง แผลธรรมดาพวกนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องใหญ่ได้ง่ายมาก
ทำไมแผลเล็กๆ ถึงอันตรายกับคนที่มีภูมิคุ้มกันน้อย?
ร่างกายของเราเวลาเกิดแผลขึ้นมา ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่เหมือนกองทัพทหารที่คอยส่งเม็ดเลือดขาวมาจัดการกับเชื้อโรคที่เล็ดลอดเข้ามา และช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เปรียบเสมือนกองทัพที่กำลังพลลดลง เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่ปกติไม่ค่อยน่ากลัว จึงฉวยโอกาสนี้ในการลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
วิธีสังเกตความเสี่ยงด้วยตัวเองที่บ้านตั้งแต่เนิ่นๆ
การประเมินความเสี่ยงและดูแลแผลต้องเริ่มจากการสังเกตสัญญาณเตือนที่ร่างกายส่งออกมาตั้งแต่แผลยังมีขนาดเล็กครับ ไม่ควรรอให้แผลลุกลามใหญ่โตแล้วค่อยมาพบแพทย์
จุดไหนของร่างกายที่เสี่ยงติดเชื้อง่ายเป็นพิเศษ?
บริเวณที่มีความอับชื้นสูง เช่น ซอกพับต่างๆ หรือบริเวณใกล้ข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา รวมถึงแผลที่เกิดจากของมีคมสกปรกหรือแผลสัตว์กัด จะมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติที่เชื้อโรคจะฝังตัวและแพร่กระจายได้เร็ว
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่แปลว่าแผลเริ่มมีปัญหา?
- อาการปวดและบวมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ: แทนที่จะค่อยๆ ดีขึ้น อาการเจ็บกลับแปลบขึ้นและบวมแดงลามออกไปรอบแผล
- ผิวหนังรอบแผลร้อนผิดปกติ: ลองใช้หลังมือแตะดู ถ้ามีความร้อนต่างจากบริเวณอื่นชัดเจน
- มีหนองหรือน้ำเหลืองขุ่น: เริ่มมีกลิ่นเหม็น หรือมีของเหลวสีเหลืองเขียวไหลออกมาจากแผล
- มีไข้ร่วมด้วย: ถ้ารู้สึกหนาวสั่นหรือมีไข้ต่ำๆ ร่วมกับอาการที่แผล ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเชื้อเริ่มเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว
ขั้นตอนการทำความสะอาดและดูแลแผลฉบับเข้าใจง่าย
เมื่อเกิดแผลขึ้นมา สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติและจัดการความสะอาดอย่างถูกวิธีเพื่อลดจำนวนเชื้อโรค
การล้างแผลที่ถูกต้องควรทำอย่างไร?
หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในการล้างแผลโดยตรง เพราะสารเคมีเหล่านี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้แผลหายช้าลง แนะนำให้ใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลโดยเฉพาะ (Normal Saline) ค่อยๆ ชะล้างสิ่งสกปรกออก หรือใช้สบู่อ่อนๆ ฟอกรอบแผลแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นซับให้แห้งเบาๆ ด้วยผ้าสะอาดหรือก๊อซปราศจากเชื้อ
การเลือกปิดแผลให้ปลอดภัยและหายไว
หลายคนเข้าใจว่าควรเปิดแผลให้โดนลมจะได้แห้งไว แต่ในความเป็นจริง การปิดแผลด้วยวัสดุทำแผลที่เหมาะสมจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นที่พอเหมาะ ทำให้เซลล์ผิวหนังเจริญเติบโตได้ดีกว่า และยังช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคจากภายนอกเข้าไปซ้ำเติมแผลได้อีกด้วย
ข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลแผลสำหรับคนไข้กลุ่มนี้
จากเคสที่เคยเจอมา หลายครั้งที่แผลแย่ลงเพราะความหวังดีจากคนรอบตัวหรือวิธีรักษาแบบผิดๆ ที่ส่งต่อกันมา
- ห้ามโรยผงยาปฏิชีวนะหรือใส่สมุนไพรสดพอกแผล: ผงยาเหล่านี้อาจจับตัวเป็นก้อนแฉะ กลายเป็นอาหารชั้นดีให้แบคทีเรียเจริญเติบโต และเสี่ยงต่อการแพ้รุนแรง
- ห้ามแกะสะเก็ดแผล: ถึงจะคันแค่ไหนก็ต้องอดทน เพราะสะเก็ดแผลคือเกราะป้องกันธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นมาคลุมผิวใหม่ด้านล่าง
- ห้ามปล่อยให้แผลโดนน้ำสกปรก: หากต้องอาบน้ำควรปิดแผลด้วยพลาสติกกันน้ำให้สนิททุกครั้ง
สถานการณ์แบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีไม่ต้องรอ
หากคุณหรือคนใกล้ชิดที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องพบว่าแผลมีลักษณะลุกลามอย่างรวดเร็ว มีอาการบวมแดงเป็นทางยาวตามแนวเส้นเลือด มีไข้สูงหนาวสั่น หรือรู้สึกเวียนหัวคล้ายจะเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที เพราะในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การปล่อยทิ้งไว้แม้แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจทำให้เชื้อโรคกระจายตัวเข้าสู่กระแสเลือดและเกิดภาวะช็อกที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ครับ