เวลาที่คนไข้กลุ่มที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นจากโรคประจำตัว การทานยากดภูมิ หรือจากภาวะสุขภาพอื่นๆ เกิดมีแผลขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นแผลสด แผลผ่าตัด หรือแม้แต่แผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ หมอมักจะเห็นความกังวลในแววตาของญาติและตัวคนไข้เองเสมอ ซึ่งความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ เพราะกลไกการซ่อมแซมร่างกายของคนที่ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่นั้น จะมีความเปราะบางกว่าคนทั่วไปค่อนข้างมาก แผลที่ดูเหมือนจะหายเองได้ง่ายๆ อาจจะลุกลามหรือติดเชื้อได้เร็วจนน่าตกใจ
ในฐานะแพทย์ที่ดูแลคนไข้กลุ่มนี้อยู่บ่อยๆ วันนี้หมออยากชวนมาทำความเข้าใจตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงวิธีดูแลแผลเบื้องต้นที่บ้านอย่างปลอดภัย เพื่อที่เราจะช่วยกันป้องกันไม่ให้แผลเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องนอนโรงพยาบาลครับ
ทำไมแผลในคนไข้ภูมิคุ้มกันบกพร่องถึงหายยากและเสี่ยงติดเชื้อง่ายกว่าปกติ?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ลองนึกภาพกองทัพเม็ดเลือดขาวและสารภูมิต้านทานต่างๆ ในร่างกาย เหมือนกับทีมหน่วยกู้ภัยที่คอยวิ่งเข้าไปซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย แต่พอร่างกายอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทีมกู้ภัยเหล่านี้มีจำนวนลดลง หรือทำงานได้ช้าลง ส่งผลให้กระบวนการอักเสบที่ควรจะจบลงเร็ว กลับยืดเยื้อ เนื้อเยื่อใหม่สร้างขึ้นมาได้ช้า และเปิดโอกาสให้แบคทีเรียหรือเชื้อโรคฉวยโอกาสที่อยู่รอบตัวเรา เข้ามาตั้งรกรากในแผลได้ง่ายขึ้นมาก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมแผลของคนกลุ่มนี้ถึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษตั้งแต่แรกเห็น
วิธีประเมินความเสี่ยงของแผลด้วยตัวเองที่บ้าน
เมื่อเกิดแผลขึ้นมา สิ่งแรกที่หมอแนะนำให้ทำคือการตั้งสติแล้วสำรวจลักษณะของแผลอย่างละเอียด โดยแบ่งการประเมินออกเป็นจุดสำคัญเหล่านี้
สำรวจขนาด ความลึก และตำแหน่งของแผล
แผลที่มีขนาดใหญ่หรือมีความลึกจนเห็นเนื้อเยื่อชั้นลึก ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่าแผลถลอกตื้นๆ นอกจากนี้ ตำแหน่งของแผลก็สำคัญมาก เช่น แผลที่อยู่บริเวณขาหรือเท้า ซึ่งระบบไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอาจจะไม1่ค่อยดีเท่าส่วนบนของร่างกาย หรือแผลที่อยู่ใกล้จุดอับชื้น ย่อมมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงกว่าปกติ
ประเมินโรคประจำตัวและระดับภูมิคุ้มกันของตัวเอง
คนไข้แต่ละท่านมีระดับความบกพร่องของภูมิคุ้มกันไม่เท่ากัน คนที่ทานยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นประจำ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางชนิด จะมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างกัน การรู้เท่าทันว่าตอนนี้ร่างกายเราอยู่ในจุดที่เปราะบางมากแค่ไหน จะช่วยให้เราตัดสินใจได้เร็วขึ้นว่าจะดูแลต่อเองที่บ้านหรือควรไปพบแพทย์ทันที
วิธีดูแลทำความสะอาดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
การจัดการกับแผลในผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่มีความลับซับซ้อนครับ หัวใจสำคัญที่สุดคือเรื่องของความสะอาดและความนุ่มนวลในการดูแล
- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง: ก่อนและหลังสัมผัสโดนแผลหรือเปลี่ยนผ้าปิดแผล ต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ให้มั่นใจเสียก่อน เพื่อไม่ให้เราเผลอนำเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่แผล
- ใช้น้ำเกลือล้างแผลบริสุทธิ์: หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ล้างแผลโดยตรง เพราะสารเคมีเหล่านี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อสุขภาพที่กำลังพยายามสร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้แผลหายช้าลง แนะนำให้ใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผล (Normal Saline) จะอ่อนโยนและปลอดภัยที่สุด
- ซับให้แห้งเบาๆ: หลังจากทำความสะอาดแล้ว ให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดซับบริเวณรอบแผลให้แห้งสนิท อย่าถูแรงๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังรอบแผลฉีกขาดเพิ่มขึ้น
สัญญาณเตือนภัยอันตราย ลักษณะแผลแบบไหนที่รอช้าไม่ได้?
บางครั้งต่อให้เราดูแลระวังดีแค่ไหน เชื้อโรคก็อาจเล็ดลอดเข้าไปได้ หมออยากให้ทุกคนท่องจำอาการเหล่านี้ไว้ให้ขึ้นใจ หากพบความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กับแผล ควรรีบมาพบแพทย์โดยด่วน ห้ามรอจนถึงวันนัดเดิมเด็ดขาด
- อาการปวด บวม แดง ร้อน ที่ลามมากขึ้น: ถ้าบริเวณรอบแผลเริ่มบวมแดงเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หรือรู้สึกว่าผิวตรงนั้นร้อนกว่าบริเวณอื่น
- มีหนองหรือน้ำเหลืองส่งกลิ่นเหม็น: แผลเริ่มมีของเหลวข้นๆ สีเหลือง เขียว หรือมีกลิ่นอายที่ไม่ปกติ
- มีไข้ร่วมด้วย: หากคนไข้มีอาการหนาวสั่น หรือมีไข้สูงร่วมกับการอักเสบของแผล แสดงว่าเชื้อโรคอาจจะเริ่มกระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ซึ่งอันตรายมาก
ท้ายที่สุดนี้ หมออยากฝากไว้ว่า การดูแลแผลในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ใช่เรื่องที่ต้องหวาดกลัวจนเกินไป แต่ต้องอาศัยความใส่ใจในรายละเอียดและความสม่ำเสมอ หากเราสังเกตเห็นความผิดปกติแต่เนิ่นๆ และรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์ หมอเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถควบคุมสถานการณ์และช่วยให้แผลหายได้อย่างปลอดภัยครับ