ลูกพูดช้าเพราะเป็นเด็กเลี้ยงง่ายหรือมีอะไรซ่อนอยู่?
ทุกครั้งที่เปิดคลินิกตรวจพัฒนาการเด็ก สิ่งหนึ่งที่หม่อมักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงปรัับทุกข์อยู่บ่อยๆ คือเรื่องลูกอายุขวบกว่าหรือสองขวบแล้วยังไม่ยอมพูด บางคนบอกว่าอาม่าทักว่าเด็กผู้ชายมักจะพูดช้ากว่าเด็กผู้หญิง เป็นเรื่องปกติเดี๋ยวก็พูดได้เอง บ้างก็บอกว่าเพราะเลี้ยงง่าย ไม่ค่อยงอแง เลยทำให้ไม่ต้องสื่อสารอะไรเยอะ
ในฐานะหมอเด็ก หมอเข้าใจความสบายใจที่อยากคิดแบบนั้นนะครับ แต่ในมุมมองทางการแพทย์ เรื่อง ปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้าในเด็ก เป็นสัญญาณเตือนที่พวกเรามองข้ามไม่ได้เลย การที่เด็กยังไม่เปล่งเสียงพูดตามเกณฑ์อายุ ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องปกติเสมอไป บางทีน้องอาจกำลังส่งสัญญาณว่าเขามีอุปสรรคบางอย่างในการรับหรือส่งต่อข้อมูลในสมอง
เช็คลิสต์ด่วน! ลูกวัยไหนควรพูดได้แค่ไหนแล้ว?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและเข้าใจง่าย หมอขอสรุปพัฒนาการทางภาษาของเด็กในแต่ละช่วงวัยแบบเข้าใจง่าย ไม่ต้องจำตารางแพทย์ให้ปวดหัวดังนี้ครับ
- ช่วงอายุ 1 ขวบ: ควรเริ่มเรียกพ่อแม่ได้บ้างแล้ว รู้จักหันตามเสียงเรียก และเข้าใจคำสั่งเสียงง่ายๆ เช่น บายๆ หรือมานี่
- ช่วงอายุ 1 ขวบครึ่ง: ควรมีคำที่มีความหมายอย่างน้อย 3 ถึง 5 คำ ชี้บอกสิ่งของที่ต้องการได้ และเข้าใจคำสั่งที่มีสองขั้นตอน
- ช่วงอายุ 2 ขวบ: ควรเริ่มต่อคำสองคำเข้าด้วยกันได้ เช่น ไปเที่ยว กินน้ำ และมีคลังคำศัพท์ในหัวไม่ต่ำกว่า 50 คำ
ถ้าลูกรักของใครยังห่างไกลจากเกณฑ์เหล่านี้ แถมยังไม่ค่อยสบตาเวลาเรียก หรือไม่สนใจจะใช้นิ้วชี้สิ่งของที่อยากได้ นั่นเริ่มไม่ใช่ความบังเอิญที่เด็กผู้ชายพูดช้าแล้วล่ะครับ แต่น่าจะเข้าข่ายภาวะพัฒนาการทางภาษาล่าช้าที่ต้องได้รับการดูแล
ทำไมลูกถึงพูดช้า? สาเหตุที่หมอเจอ
เวลาตรวจเด็กกลุ่มนี้ หมอจะไม่ได้มองแค่ว่าทำไมปากน้องไม่ขยับพูด แต่มองลึกลงไปถึงวงจรการสื่อสารในสมอง ซึ่งต้นเหตุส่วนใหญ่แบ่งออกได้เป็นไม่กี่กลุ่มหลักๆ
- การเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม: ยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือทีวี เข้ามามีบทบาทเยอะมาก การปล่อยให้ลูกดูจอภาพฝ่ายเดียวตั้งแต่เล็ก ทำให้สมองเด็กขาดปฏิสัมพันธ์แบบสองทาง การพูดคุยโต้ตอบจึงไม่เกิดขึ้น
- การได้ยินมีความผิดปกติ: บางครั้งเด็กพูดช้าเพราะได้ยินไม่ชัดเจน เช่น มีน้ำขังในหูชั้นกลางจากโรคภูมิแพ้หรือหวัดเรื้อรัง ทำให้เสียงที่ได้ยินอู้หูฟังไม่ชัดเจน การเลียนแบบเสียงจึงเพี้ยนหรือช้าตามไปด้วย
- ภาวะพัฒนาการทางสมองหรือโรคเฉพาะกลุ่ม: เช่น กลุ่มเด็กในสเปกตรัมออทิสติกร่วมด้วย ความบกพร่องทางสติปัญญา หรือมีความผิดปกติด้านโครงสร้างอวัยวะในช่องปากที่ทำให้ขยับยาก
วิธีช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาให้ลูกที่บ้านด้วยตัวเอง
ข่าวดีคือ ถ้าเราเจอไวและเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ สมองเด็กมีความยืดหยุ่นสูงมาก การฟื้นตัวจะทำได้ดีและเร็วมากๆ ครับ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูได้เลย
- งดหน้าจอทุกชนิดเด็ดขาด: สำหรับเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบ การปิดจอคือยาวิเศษที่ดีที่สุด ให้เปลี่ยนมาเป็นการพูดคุย เล่นจ๊ะเอ๋ หรือร้องเพลงด้วยกันแทน
- พูดคุยกับลูกให้เยอะขึ้นผ่านกิจวัตรประจำวัน: ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาสอนคำศัพท์ แต่อธิบายสิ่งที่ทำอยู่ตลอดเวลา เช่น ตอนอาบน้ำก็บอกว่า อาบน้ำเย็นสบายจัง ตอนกินข้าวก็บอกว่า กินข้าวคำโตๆ อร่อยจัง
- เป็นผู้ฟังที่ดีและเปิดโอกาสให้ลูกตอบ: เวลาลูกชี้หรือส่งเสียงออดแอด อย่าเพิ่งรีบหาของให้ทันที แต่ให้ท aen ความต้องการของเขา เช่น ชี้ขวดนมแล้วส่งเสียง ให้พูดทวนว่า อ๋อ อยากดื่มนมใช่ไหมครับ แล้วรอน้องพยายามออกเสียงตาม
อาการแบบไหนที่พามาพบหมอพัฒนาการเด็กได้เลย?
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองปรับสิ่งแวดล้อม งดจอ และช่วยกันกระตุ้นพูดคุยอย่างเต็มที่แล้ว เป็นเวลาสองถึงสามเดือนแต่ลูกยังนิ่งเงียบ ไม่ยอมพูดเป็นคำ หรือดูเหมือนไม่เข้าใจภาษาที่เราสื่อสาร แนะนำว่าอย่ารอช้าครับ การพามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือนักแก้ไขการพูด คือทางออกที่ดีที่สุด
เราไม่ได้มาเพื่อจับผิดว่าใครเลี้ยงลูกไม่ดี แต่เรามาช่วยกันหาทางออก ตรวจเช็กการได้ยิน และฝึกน้องผ่านกิจกรรมบำบัดเฉพาะทาง เพื่อให้เจ้าตัวเล็กกลับมาทันเพื่อนฝูงและมีความสุขกับการสื่อสารกับโลกกว้างใบนี้ได้อีกครั้งครับ