เวลาที่เราป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือมีอุบัติเหตุบริเวณศีรษะและลำคอ สิ่งที่มักสร้างความกังวลใจไม่แพ้เรื่องการเดินก็คือ การสื่อสารและการกินอาหาร หลายคนต้องเผชิญกับปัญหาพูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือแม้แต่สำลักเวลากลืนน้ำและอาหาร ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจโดยตรง
ในฐานะหมอ ผมมักจะบอกคนไข้และญาติเสมอว่า อาการเหล่านี้มีโอกาสกลับมาดีขึ้นได้มาก หากได้รับการดูแลและฝึกฝนอย่างถูกวิธี ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพการพูดและการกลืน ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างแพทย์ นักอรรถบำบัด และตัวคนไข้เอง
ปัญหาการพูดและการกลืนเกิดจากอะไร ทำไมถึงต้องรีบฟื้นฟู
เวลาที่สมองส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นจากเส้นเลือดสมองตีบ แตก หรืออุบัติเหตุ กล้ามเนื้อเหล่านี้จะทำงานไม่ประสานกัน ทำให้การออกเสียง การเรียบเรียงคำพูด หรือแม้แต่กระบวนการกลืนที่มีความซับซ้อน เกิดสะดุดลง
การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ฝึกฝน นอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบลงแล้ว ยังเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น อาหารสำลักลงปอดจนเกิดเป็นปอดอักเสบ หรือภาวะขาดสารอาหารเพราะกินอะไรไม่ได้เลย การเริ่มต้นฟื้นฟูโดยเร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายพร้อม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยดึงความสามารถเดิมกลับคืนมา
ขั้นตอนการประเมินอาการก่อนเริ่มฝึก
ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือฝึกอะไรกันนั้น ทีมแพทย์และนักอรรถบำบัดจะต้องตรวจประเมินอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อดูว่าความบกพร่องอยู่ตรงจุดไหน
- การตรวจการทำงานของอวัยวะในช่องปาก: ดูความแข็งแรงของลิ้น ริมฝีปาก และกระดูกเพดานปาก
- การทดสอบการกลืน: อาจมีการใช้น้ำ อาหารที่มีความข้นระดับต่างๆ เพื่อดูว่าเวลากลืนแล้วมีอาการสำลักหรืออาหารค้างอยู่ในลำคอหรือไม่
- การประเมินความเข้าใจและการสื่อสาร: ทดสอบว่าคนไข้เข้าใจคำสั่งมากน้อยแค่ไหน และมีความสามารถในการคิดคำพูดออกมาอย่างไร
วิธีฝึกพูดเพื่อให้สื่อสารได้เข้าใจ
เมื่อเราทราบปัญหาแล้ว ขั้นตอนการฝึกพูดจะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับแต่ละคน โดยเน้นการทำซ้ำและความสม่ำเสมอ
บริหารกล้ามเนื้อรอบปากและลิ้น
ก่อนจะเปล่งเสียงออกมาเป็นคำ เราต้องทำให้กล้ามเนื้อพื้นฐานมีความแข็งแรงเสียก่อน การฝึกจะเริ่มจากการขยับลิ้นซ้ายขวา ดันกระพุ้งแก้ม เม้มริมฝีปาก หรือทำเสียงต่างๆ เพื่อกระตุ้นการรับ1ความรู้สึกและการทำงานของเส้นประสาท
ฝึกออกเสียงและฝึกพูดเป็นประโยค
นักอรรถบำบัดจะพาไล่ระดับตั้งแต่การออกเสียงสระพยัญชนะง่ายๆ ไปจนถึงการฝึกสนทนาในชีวิตประจำวัน หากคนไข้มีปัญหาเรื่องการนึกคำพูด จะมีเทคนิคการใช้รูปภาพ บัตรคำ หรืออุปกรณ์สื่อสารทางเลือกเข้ามาช่วย เพื่อให้คนไข้ยังสามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ ไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือโดดเดี่ยว
วิธีฝึกกลืนเพื่อความปลอดภัยในการกินอาหาร
เรื่องการกินเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต การฝึกกลืนจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุดเพื่อป้องกันไม่ให้สำลัก
ท่าทางที่ถูกต้องขณะกินอาหาร
สิ่งแรกที่ต้องปรับคือท่าทาง ห้ามกินอาหารในท่านอนราบเด็ดขาด คนไข้ต้องนั่งหลังตรง ชินคอเล็กน้อยเพื่อปิดทางเดินหายใจส่วนบน และต้องคงท่านั้นไว้ต่ออีกอย่างน้อยสามสิบนาทีหลังมื้ออาหารเพื่อป้องกันอาหารไหลย้อนกลับ
การปรับลักษณะอาหารให้กลืนง่าย
ในช่วงที่กล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรง แพทย์อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะเหลวใสเกินไป เช่น น้ำเปล่า เพราะควบคุมยากและสำลักได้ง่าย โดยจะเปลี่ยนมาใช้อาหารที่มีความข้นหนืดสม่ำเสมอ หรือใช้ผงผสมอาหารเพื่อปรับความข้นให้เหมาะกับความสามารถในการกลืนของคนไข้ในแต่ละระยะ
ข้อดีและประโยชน์ของคนรอบข้างและครอบครัว
การฟื้นฟูสมรรถภาพการพูดและการกลืนจะไม่มีทางสำเร็จได้เลย หากขาดกำลังใจและความร่วมมือจากคนในครอบครัว ญาติคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด การชวนคนไข้พูดคุยด้วยเรื่องง่ายๆ เปิดโอกาสให้เขาได้สื่อสารโดยไม่ไปเร่งรีบหรือพูดแทรก จะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนไข้กล้าที่จะเปล่งเสียงออกมามากขึ้น
ในส่วนของการให้ออาหาร ญาติควรมีความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยอย่างถ่องแท้ ไม่เร่งป้อน และคอยสังเกตสัญญาณความผิดปกติ เช่น การไอสำลัก หน้าเปลี่ยนสี หรือมีเสียงพูดเปลี่ยนไปหลังกลืนอาหาร ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องหยุดทันที
เส้นทางของการฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลาและความอดทนสูง ทั้งตัวคนไข้เองและคนรอบข้าง แต่อย่าเพิ่งท้อถอยครับ ค่อยๆ ฝึกฝนทีละนิดอย่างสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงจะค่อยๆ กลับมาทำงานได้ดีขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะค่อยๆ กลับคืนมาตามลำดับอย่างแน่นอน