เมื่อคำพูดติดอยู่ที่คอและความสุขในการกินอาหารหายไป
เวลาที่เราดูแลคนในครอบครัวที่เพิ่งผ่านภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก สิ่งที่สร้างความกังวลใจไม่แพ้การเดินไม่ได้ ก็คือปัญหาเรื่องการสื่อสารและการกินอาหาร หลายคนบอกหมอว่า แค่อยากได้ยินเสียงคนที่รักเรียกชื่ออีกครั้ง หรือแค่อยากเห็นเขากลืนน้ำซุปได้โดยไม่สำลัก ก็มีความสุขมากแล้ว
ปัญหาเรื่องการพูดและการกลืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยไว้แล้วจะหายไปเองตามกาลเวลา หากปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานจะยิ่งฝ่อลง การสำลักเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดอักเสบติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเริ่มต้นฝึกฝนอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ทำไมสมองถึงสั่งการเรื่องการพูดและการกลืนยากขึ้นหลังเจ็บป่วย
เวลาเกิดอุบัติเหตุหรือโรคทางสมอง เนื้อเยื่อสมองในส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อริมฝีปาก ลิ้น เพดานอ่อน และหลอดคอเกิดความเสียหาย ส่งผลให้สัญญาณประสาทที่เคยส่งไปสั่งการกล้ามเนื้อเหล่านี้ติดขัด
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ อาการพูดไม่ชัด พูดไม่ออก นึกคำไม่ออก หรือที่เรียกว่าภาวะเสียการสื่อความ และในส่วนของการกลืน กล้ามเนื้อคอจะไม่ประสานกัน ทำให้เวลาเคี้ยวและกลืน อาหารหรือน้ำหลุดรอดลงไปในหลอดลมแทนที่จะเป็นหลอดอาหาร เกิดอาการไอ สำลัก หน้าดำหน้าแดงทุกครั้งที่ทานอาหาร
ขั้นตอนการตรวจประเมินก่อนเริ่มฝึกจริงจัง
ก่อนที่เราจะเริ่มขยับปากหรือกลืนอะไร นักอรรถบำบัดหรือแพทย์จะต้องทำการประเมินความรุนแรงเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- ตรวจความแข็งแรงของอวัยวะในช่องปาก: ดูว่าลิ้นและริมฝีปากขยับได้มากน้อยแค่ไหน มีข้างไหนอ่อนแรงเป็นพิเศษหรือไม่
- ทดสอบการกลืนเบื้องต้น: สังเกตการกลืนน้ำลายและน้ำเปล่าในปริมาณน้อยๆ เพื่อดูว่ามีอาการสำลักทันทีหรือไม่
- ประเมินความเข้าใจ: ตรวจสอบว่าผู้ป่วยยังเข้าใจคำสั่งและสามารถสื่อสารความต้องการพื้นฐานได้ระดับไหน
เทคนิคการฟื้นฟูการพูดและการสื่อสารที่บ้าน
การฟื้นฟูการพูดไม่ได้หมายถึงการให้ท่องจำพยางค์ยากๆ แต่เป็นการกระตุ้นเซลล์สมองและกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวข้องให้กลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง
บริหารกล้ามเนื้อรอบปากและลิ้น
เริ่มต้นด้วยการขยับกล้ามเนื้อพื้นฐาน เช่น การทำปากจู๋แล้วฉีกยิ้มกว้าง การแลบลิ้นออกมาให้ยาวที่สุดแล้วกวาดไปซ้ายขวา หรือการดันกระพุ้งแก้มด้วยลิ้น ทำซ้ำๆ เพื่อเพิ่มการรับSensation และความแข็งแรง
ฝึกออกเสียงจากง่ายไปยาก
เริ่มจากสระเสียงยาวๆ เช่น อา อี อู แล้วค่อยพัฒนามาเป็นคำศัพท์ง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำ ข้าว แม่ พ่อ โดยมีคนใกล้ชิดคอยทวนคำและให้เวลาผู้ป่วยได้คิด อย่าเร่งรีบหรือแสดงความหงุดหงิดเด็ดขาด
ใช้อุปกรณ์ช่วยสื่อสารทางเลือก
ในช่วงที่ยังพูดไม่ได้ การใช้กระดานรูปภาพ บัตรคำศัพท์ หรือแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ จะช่วยลดความคับข้องใจของผู้ป่วยลงได้มาก เพราะเขาสามารถบอกได้ว่าต้องการอะไร ปวดตรงไหน โดยไม่ต้องพยายามเค้นเสียงออกมาจนเหนื่อย
วิธีปรับตัวและฝึกกลืนอาหารอย่างปลอดภัยไม่ให้สำลัก
ความปลอดภัยต้องมากเป็นอันดับหนึ่งสำหรับการฝึกกลืน เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารหลุดเข้าปอดจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
จัดท่าทางให้ถูกต้องก่อนมื้ออาหาร
ห้ามป้อนอาหารในท่านอนราบเด็ดขาด ผู้ป่วยต้องนั่งหลังตรงบนเก้าอี้ หรือปรับหัวเตียงให้ตั้งตรงอย่างน้อยเก้าสิบองศา และควรคงท่านั้นไว้ต่ออีกประมาณสามสิบนาทีหลังทานอาหารเสร็จ เพื่อป้องกันอาหารไหลย้อนกลับ
เลือกFOOD Texture ที่เหมาะสม
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะเหลวใสจนเกินไป เช่น น้ำเปล่าธรรมดา เพราะควบคุมยาก มักทำให้สำลักได้ง่าย ควรใช้น้ำยาเพิ่มความข้นหนืดตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และเลือกอาหารที่เคี้ยวง่าย กลืนง่าย เช่น โจ๊กตุ๋นเปื่อย ไข่ตุ๋น หรือเนื้อสัตว์สับละเอียด
เทคนิคการกลืนแบบชดเชย
เวลาป้อนอาหาร ให้ป้อนคำเล็กๆ และสอนให้ผู้ป่วยก้มคอเล็กน้อยขณะกลืน เพื่อปิดทางเดินหายใจตามธรรมชาติ ช่วยลดโอกาสสำลักลงได้มาก รวมถึงต้องให้เวลาเคี้ยวและกลืนให้หมดคำก่อนจะป้อนคำต่อไป
ความอดทนและกำลังใจจากคนรอบข้างคือยาวิเศษที่ดีที่สุด
การฟื้นฟูสมรรถภาพการพูดและการกลืนไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลได้ภายในข้ามคืน ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ ความเข้าใจ และบรรยากาศที่ผ่อนคลายในครอบครัว หากผู้ป่วยรู้สึกเครียดหรือกังวล สมองจะยิ่งปิดกั้นการเรียนรู้ การพูดคุยด้วยความรัก การให้คำชมเมื่อทำได้ดี แม้จะเป็นเพียงเสียงอืออาเล็กๆ ก็มีความหมายและเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดในการก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไป1ด้วยกัน