ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ในฐานะที่คุณหมอที่ดูแลคนไข้มาหลายปี สิ่งหนึ่งที่มักจะเจอและสร้างความกังวลใจให้กับคนไข้ในบางพื้นที่บ้านเราก็คือ “โรคพยาธิใบไม้ในตับ” โรคนี้ฟังดูน่ากลัว แต่ถ้าเรารู้จักและเข้าใจวิธีการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลจนเกินไป วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดถึงวิธีการวินิจฉัยหลักๆ โดยเฉพาะ “การตรวจอุจจาระ” ที่เป็นหัวใจสำคัญ ว่ามันคืออะไร ทำไมต้องทำ และต้องทำอย่างไรให้ผลแม่นยำที่สุด เพื่อที่คุณจะได้ดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจ

พยาธิใบไม้ในตับ คืออะไร ทำไมต้องรีบตรวจให้เจอ?

พยาธิใบไม้ในตับ (Liver Fluke) ที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ ในไทยก็คือ Opisthorchis viverrini พยาธิตัวจิ๋วชนิดนี้มีรูปร่างแบนๆ คล้ายใบไม้ ตัวเต็มวัยจะไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีในตับของเรา และเมื่อมันฝังตัวอยู่นานๆ จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงถึงขั้นเป็น มะเร็งท่อน้ำดี ได้ในที่สุด

  • เจอได้ที่ไหนบ้าง? พยาธิชนิดนี้พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง
  • ติดเชื้อได้อย่างไร? ส่วนใหญ่มาจากการกินปลาน้ำจืดที่ปรุงไม่สุก หรือดิบๆ เช่น ปลาร้าดิบ ส้มตำปลา เนื้อปลาจ่อม หรืออาหารอื่นๆ ที่มีตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่

เพราะฉะนั้น การตรวจให้เจอตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาให้ทันท่วงที จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนที่ชวนให้สงสัยพยาธิใบไม้ในตับ?

สิ่งที่ท้าทายของโรคพยาธิใบไม้ในตับคือ ในระยะแรกๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการที่ชัดเจนเลย หรือบางคนอาจมีอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น

  • ปวดท้องไม่สบายท้อง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา
  • อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • ถ้าเป็นเยอะหรือเป็นมานาน อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) หรือตับโตได้

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าคุณเป็นคนที่มีประวัติชอบกินปลาน้ำจืดดิบๆ หรือสุกๆ ดิบๆ และอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แม้จะยังไม่มีอาการ ก็ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อพิจารณาการตรวจคัดกรอง

ตรวจอุจจาระ: หัวใจสำคัญในการวินิจฉัยพยาธิใบไม้ในตับ

การตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ในตับที่ง่าย ได้มาตรฐาน และเป็นวิธีแรกที่คุณหมอจะนึกถึงก็คือ “การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระ”

ตรวจอุจจาระหาอะไร? และทำไมต้องเก็บหลายครั้ง?

  • หาไข่พยาธิ: พยาธิตัวเต็มวัยที่อยู่ในท่อน้ำดีจะวางไข่ และไข่เหล่านี้จะถูกขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ เราจึงสามารถตรวจพบไข่พยาธิได้จากตัวอย่างอุจจาระภายใต้กล้องจุลทรรศน์
  • ทำไมต้องเก็บหลายครั้ง? นี่คือประเด็นสำคัญที่หลายคนสงสัย พยาธิไม่ได้วางไข่ทุกวัน การขับไข่ออกมาในอุจจาระอาจจะไม่สม่ำเสมอในแต่ละวัน ทำให้การเก็บอุจจาระเพียงครั้งเดียวอาจให้ผลลบปลอมได้ (หมายถึงมีพยาธิแต่ตรวจไม่เจอ) ดังนั้น คุณหมอมักจะแนะนำให้ เก็บตัวอย่างอุจจาระ 3 ครั้ง ในวันเว้นวัน หรือห่างกันสัก 2-3 วัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจเจอไข่พยาธิให้แม่นยำที่สุด

ขั้นตอนการเก็บอุจจาระง่ายๆ ที่บ้าน ให้ผลแม่นยำที่สุด

การเก็บตัวอย่างอุจจาระไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแค่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้ตัวอย่างปนเปื้อนและได้ผลตรวจที่แม่นยำ

  1. รับกระปุก: คุณจะได้รับกระปุกสำหรับเก็บอุจจาระจากโรงพยาบาลหรือคลินิก พร้อมคำแนะนำ
  2. เตรียมตัว: ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนขับถ่ายอุจจาระ เพื่อป้องกันปัสสาวะปนเปื้อนลงในอุจจาระ
  3. ขับถ่ายลงภาชนะที่สะอาด: ควรขับถ่ายอุจจาระลงในภาชนะที่สะอาด แห้ง เช่น กระโถนสะอาดๆ หรือใช้พลาสติกสะอาดรองในโถส้วม ไม่ควรให้อุจจาระสัมผัสกับน้ำในโถส้วม
  4. เก็บตัวอย่าง: ใช้ไม้พายเล็กๆ ที่ให้มากับกระปุก ตักอุจจาระประมาณหัวแม่มือ หรือปริมาณเท่าเมล็ดถั่วลิสง 3-4 เม็ด ใส่ลงในกระปุก
  5. ปิดให้สนิท: ปิดฝากระปุกให้แน่นสนิท เขียนชื่อ-นามสกุล และวันที่เก็บตัวอย่างให้ชัดเจน
  6. นำส่ง: นำส่งตัวอย่างอุจจาระให้ห้องปฏิบัติการภายใน 1-2 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ (บางครั้งอาจให้เก็บไว้ในตู้เย็นถ้าไม่สามารถนำส่งได้ทันที)

ข้อควรระวัง: พยายามอย่าให้ปัสสาวะ น้ำ หรือเลือดปนเปื้อนลงในตัวอย่างอุจจาระ และหากกำลังกินยาบางชนิด เช่น ยาระบาย หรือยาปฏิชีวนะ ควรแจ้งคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการด้วย เพราะอาจมีผลต่อการตรวจได้

ผลตรวจบอกอะไรเราบ้าง? ถ้าเจอหรือไม่เจอแปลว่าอะไร?

  • “พบไข่พยาธิใบไม้ในตับ” (Positive): หมายความว่าคุณมีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ และคุณหมอจะพิจารณาการรักษาด้วยยาถ่ายพยาธิต่อไป
  • “ไม่พบไข่พยาธิใบไม้ในตับ” (Negative): ถ้าตรวจครบ 3 ครั้งแล้วไม่พบไข่พยาธิ โอกาสที่คุณจะไม่มีพยาธิก็สูง แต่ก็ไม่ใช่ 100% เสมอไป เพราะบางครั้งปริมาณพยาธิน้อย หรือพยาธิตัวอ่อนยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์ที่วางไข่ได้ หรืออาจมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ยาที่กินไปแล้วทำให้การขับไข่ลดลง หากคุณยังมีความเสี่ยงสูงมาก หรือมีอาการที่น่าสงสัยมากๆ คุณหมออาจพิจารณาวิธีการวินิจฉัยอื่นๆ เพิ่มเติม

มีวิธีตรวจอื่นๆ อีกไหม? เมื่อไหร่หมอถึงจะแนะนำ?

นอกจากการตรวจอุจจาระแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่คุณหมออาจพิจารณาใช้ในกรณีที่จำเป็น เช่น

  • การตรวจเลือด:
    • ตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody test): เป็นการตรวจหาภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อพยาธิ อาจช่วยบ่งบอกว่าเคยมีการติดเชื้อ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นการติดเชื้อที่กำลังเป็นอยู่หรือไม่
    • ตรวจหาภาวะเม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลสูง (Eosinophilia): ผู้ป่วยที่มีพยาธิบางชนิด รวมถึงพยาธิใบไม้ในตับ อาจมีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูงขึ้น
  • การตรวจภาพทางรังสี (Imaging studies): เช่น อัลตราซาวด์ (Ultrasound), CT scan, หรือ MRI scan อาจถูกใช้เพื่อดูความผิดปกติของท่อน้ำดี ตับ หรือถุงน้ำดี ที่เกิดจากการติดเชื้อพยาธิ เช่น การหนาตัวของท่อน้ำดี นิ่ว หรือก้อนเนื้อที่น่าสงสัย มักใช้ในกรณีที่สงสัยภาวะแทรกซ้อน หรือการตรวจอุจจาระให้ผลลบแต่มีอาการและปัจจัยเสี่ยงสูงมาก

วิธีเหล่านี้มักจะเป็นการตรวจเสริม หรือตรวจเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน ไม่ใช่วิธีการวินิจฉัยหลักสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการชัดเจน หรือเพื่อการคัดกรองเบื้องต้น

เมื่อรู้แล้วว่ามีพยาธิใบไม้ในตับ...แล้วไงต่อ?

ถ้าผลตรวจยืนยันว่าคุณมีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ไม่ต้องตกใจไป คุณหมอจะให้ยาถ่ายพยาธิ “Praziquantel” ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดพยาธิชนิดนี้ โดยทั่วไปมักจะกินเพียงครั้งเดียวตามขนาดที่แพทย์กำหนด หลังจากกินยาแล้ว คุณหมออาจนัดตรวจอุจจาระซ้ำในอีก 3-6 เดือน เพื่อยืนยันว่าพยาธิถูกกำจัดหมดไปแล้วจริงๆ

ที่สำคัญที่สุดคือ การป้องกันการติดเชื้อซ้ำ โดยหลีกเลี่ยงการกินปลาน้ำจืดดิบๆ หรือปรุงไม่สุก ควรปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนที่เพียงพอเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนเข้าใจเรื่องการวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ในตับด้วยการตรวจอุจจาระได้มากขึ้น หากมีข้อสงสัย หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่าลังเลที่จะปรึกษาคุณหมอใกล้บ้าน เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down