หลายคนที่มาปรึกษาหมอเรื่องปัญหาตาแฉะเรื้อรัง จนต้องตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดท่อน้ำตา มักจะกังวลเรื่องแผลผ่าตัดกันมากเป็นพิเศษ เพราะตำแหน่งแผลอยู่บริเวณหัวตาใกล้จมูก ซึ่งเป็นจุดที่เห็นได้ชัดเจน หลายคนกลัวว่าแผลจะนูน แผลจะปริ หรือจะมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดติดตัวไปตลอด
ในฐานะหมอที่ดูแลเคสเหล่านี้มาตลอด หมออยากบอกว่าการการดูแลแผลหลังการผ่าตัดท่อน้ำตาในช่วยแรกนั้นสำคัญมากจริงๆ ครับ ถ้าเราปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แผลจะหายเร็ว รอยแผลจะจางลงจนแทบมองไม่เห็น และที่สำคัญคือช่วยให้ท่อน้ำตาที่เพิ่งผ่าตัดมาใหม่ๆ เปิดโล่งและทำงานได้เต็มที่ วันนี้หมอเลยจะมาสรุปวิธีดูแลแผลแบบเข้าใจง่าย ทำตามได้จริงมาเล่าให้ฟังกันครับ
ช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด: ต้องดูแลแผลอย่างไรไม่ให้เลือดออก?
สองวันแรกหลังผ่าตัดคือช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด เพราะแผลยังใหม่มาก สิ่งที่ต้องระวังเป็นอันดับแรกคือเรื่องของเลือดซึมและอาการบวมช้ำรอบดวงตา
- การประคบเย็นคือหัวใจสำคัญ: ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ให้ใช้เจลประคบเย็นหรือผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งประคบบริเวณรอบดวงตาและข้างจมูกเบาๆ ช่วยลดอาการบวมและหยุดเลือดซึมได้ดีมาก แต่ต้องระวังอย่าให้แผลโดนน้ำโดยตรง
- ห้ามแกะเกาหรือเช็ดแรงเด็ดขาด: ถ้ามีสะเก็ดเลือดแห้งๆ เกาะอยู่รอบแผลปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ห้ามแกะเด็ดขาดเพราะจะทำให้เลือดออกซ้ำและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- นอนหัวสูง: คืนแรกๆ แนะนำให้นอนหนุนหมอนสูงประมาณ 30 องศา เพื่อลดความดันเลือดที่จะมาเลี้ยงบริเวณใบหน้า ช่วยลดอาการบวมได้เยอะเลย
เรื่องความสะอาดและการล้างแผลที่ถูกต้อง
พอพ้นช่วงสองวันแรกมาแล้ว แผลจะเริ่มแห้ง ขั้นตอนต่อมาคือการรักษาความสะอาดเพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเข้าไปสะสม
- วิธีเช็ดแผลเบื้องต้น: ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำเกลือทางการแพทย์ (NSS) เช็ดทำความสะอาดคราบเลือดหรือสิ่งสกปรกเบาๆ วันละ 1-2 ครั้ง เช็ดในทิศทางเดียวกัน ห้ามถูไปถูมา
- ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ: ในช่วงสัปดาห์แรก ควรงดการสระผมเองที่ร้านหรือระวังไม่ให้น้ำโดนแผลโดยตรงเวลอาบน้ำ ถ้าหน้าเปียกให้รีบซับให้แห้งสนิทด้วยผ้าสะอาด
- งดแต่งหน้าเด็ดขาด: สาวๆ ต้องอดใจรอสักนิด งดการแต่งตา เขียนคาย หรือทาครีมบริเวณใกล้เคียงแผลอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันสารเคมีเข้าแผล
ยาหยอดตา ยาทาแผล และการกินยาตามหมอสั่ง
การรักษาความสะอาดอย่างเดียวไม่พอ การใช้ยาให้ถูกต้องก็มีผลต่อการหายของแผลโดยตรง
- หยอดตาและป้ายแผลตามเวลา: หมอมักจะจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดหยอดหรือชนิดป้ายแผลมาให้ ต้องใช้ให้ครบตามที่หมอสั่ง ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าแผลจะดูแห้งดีแล้วก็ตาม
- การทาขี้ผึ้งลดรอยแผลเป็น: เมื่อแผลปิดสนิทดีแล้วและหมอนุญาตให้เริ่มทายาแก้แผลเป็นได้ ให้ทาบางๆ วันละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อเรียบเนียนและรอยแผลจางลงไวขึ้น
ข้อห้ามเด็ดขาดและกิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงพักฟื้น
หลายคนแผลเกือบจะสวยอยู่แล้วเชียว แต่มาตกม้าตายเพราะเผลอทำกิจกรรมบางอย่างที่ทำให้ความดันในร่างกายสูงขึ้น
- ห้ามสั่งน้ำมูกแรงๆ: เพราะท่อน้ำตาเชื่อมต่อกับโพรงจมูก การสั่งน้ำมูกแรงๆ จะทำให้แรงดันในจมูกดันไปที่แผลผ่าตัด อาจทำให้แผลปริหรือเลือดกำเดาไหลได้ ถ้ามีน้ำมูกให้ใช้วิธีสูดเบาๆ แล้วซับออก
- งดออกกำลังกายหนัก: งดการวิ่ง ยกเวท หรือกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและเหงื่อออกเยอะๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันเหงื่อไหลเข้าแผลและลดอาการบวม
- หลีกเลี่ยงการก้มหน้า: พยายามจัดท่าทางไม่ให้ก้มหน้านานๆ เพราะจะทำให้เลือดคั่งที่ใบหน้าและตา
อาการแบบไหนหลังผ่าตัดท่อน้ำตา ที่ต้องรีบมาพบแพทย์ก่อนนัด?
โดยทั่วไปแผลจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น แปลว่าอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องให้หมอตรวจดูอาการด่วน
- ปวดแผลมากขึ้นเรื่อยๆ: จากที่ควรจะค่อยๆ ทุเลา กลับปวดตุบๆ หรือปวดรุนแรงขึ้นจนกินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
- แผลบวมแดงร้อน: บริเวณแผลมีอาการบวมแดงลามออกไปมาก มีความรู้สึกร้อนๆ ที่ผิวหนัง
- มีหนองไหล: พบว่ามีหนองสีเหลืองหรือเขียวข้นซึมออกมาจากแผลผ่าตัด
- ตามัวลงหรือมีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด: หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นหรือมีเลือดออกทางจมูกปริมาณมาก ควรรีบมาโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอถึงวันนัด
การดูแลตัวเองช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังผ่าตัดอาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดและใช้ชีวิตลำบากขึ้นนิดหน่อย แต่เชื่อหมอเถอะว่าความอดทนในช่วงสั้นๆ นี้ จะคุ้มค่ากับผลลัพธ์ดวงตาสดใส ไร้ปัญหาตาแฉะกวนใจในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ