มีคุณแม่ท่านหนึ่งเดินเข้ามาพบหมอในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอเล่าให้ฟังว่าลูกชายวัยเรียนมหาวิทยาลัยไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องนอนมานานกว่าหกเดือนแล้ว วันๆ อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ข้าวปลาต้องวางทิ้งไว้หน้าห้อง ไม่พูดคุยกับใคร ไม่ไปเรียน และตัดการติดต่อจากเพื่อนฝูงทั้งหมด คุณแม่ถามหมอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ลูกขี้เกียจ หรือว่าลูกกำลังป่วยกันแน่
อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความขี้เกียจหรือการไม่มีความรับผิดชอบ แต่มันคือสัญญาณเตือนของ ภาวะถอนตัวจากสังคมและเก็บตัว หรือที่ในทางการแพทย์และทางจิตวิทยาเรียกกันว่า Hikikomori (ฮิคิโกโมริ) ซึ่งเป็นภาวะที่คนคนหนึ่งเลือกที่จะตัดขาดตัวเองออกจากสังคม หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และใช้ชีวิตอยู่แต่ในพื้นที่ส่วนตัวเป็นเวลานานติดต่อกันหลายเดือนหรือเป็นปี
ทำไมบางคนถึงเลือกหันหลังให้โลก แล้วขังตัวเองอยู่ในห้อง?
หมออยากอธิบายให้ฟังว่า ภาวะถอนตัวจากสังคมและเก็บตัว ไม่ใช่โรคทางจิตเวชโดยตรงในคู่มือการวินิจฉัยโรค แต่เปรียบเสมือน "สัญญาณเตือนภัย" หรือกลุ่มอาการสะท้อนความผิดปกติทางใจขั้นรุนแรง คนที่ตกอยู่ในภาวะนี้มักจะขังตัวเองอยู่ในบ้านหรือในห้องนอนอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป โดยไม่มีการออกไปทำงาน ไปเรียน หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมเลย ยกเว้นคนในครอบครัวที่จำเป็นจริงๆ และในบางราย แม้กระทั่งคนในครอบครัวก็ไม่ยอมคุยด้วย
การเก็บตัวเช่นนี้ไม่ใช่พฤติกรรมประชดประชัน แต่มันคือกลไกการป้องกันตัวเองของสมองที่รู้สึกว่าโลกภายนอกไม่มีความปลอดภัยอีกต่อไป การซ่อนตัวอยู่หลังประตูห้องจึงเป็นหนทางเดียวที่ทำให้พวกเขารู้สึกสงบและปลอดภัยจากความเจ็บปวดที่เคยเผชิญมา
เป็นคนโลกส่วนตัวสูง (Introvert) หรือกำลังเผชิญภาวะถอนตัวจากสังคมกันแน่?
หลายคนมักจะถามหมอว่า แล้วจะแยกแยะอย่างไรระหว่างคนที่เป็น Introvert กับคนที่มีภาวะถอนตัวจากสังคม หมออยากให้สังเกตความแตกต่างง่ายๆ ดังนี้
- คนโลกส่วนตัวสูง (Introvert): เป็นลักษณะบุคลิกภาพปกติ พวกเขาแค่ต้องการเวลาอยู่คนเดียวเพื่อชาร์จพลังงานหลังจากออกไปเจอผู้คน แต่ยังสามารถไปทำงาน ไปเรียน ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือครอบครัวได้ตามปกติ
- ภาวะถอนตัวจากสังคมและเก็บตัว: เป็นภาวะที่สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว พวกเขาไม่สามารถไปทำงานหรือเรียนได้ มีความทุกข์ทรมานใจอย่างเงียบๆ และหลีกเลี่ยงการพบเจอผู้คนอย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งกิจกรรมง่ายๆ อย่างการออกไปซื้อของหน้าปากซอยก็ไม่สามารถทำได้
อะไรคือชนวนเหตุที่ผลักให้พวกเขาต้องแยกตัวออกจากสังคม?
จากการพูดคุยกับคนไข้และครอบครัว หมอพบว่าสาเหตุของภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยผสมปนเปกันจนกลายเป็นปมที่แก้ยาก
1. ความกดดันและความคาดหวังที่สูงเกินไป
บ่อยครั้งที่เด็กเรียนดีหรือคนทำงานเก่งต้องเผชิญกับความคาดหวังอันหนักอึ้งจากครอบครัวและสังคม เมื่อวันหนึ่งเกิดความล้มเหลว สอบไม่ติด ตกงาน หรือทำงานพลาด ความรู้สึกผิดหวังในตัวเองอย่างรุนแรงทำให้พวกเขาเลือกที่จะหนีปัญหาด้วยการขังตัวเองเพื่อไม่ต้องรับรู้ความล้มเหลวนั้นอีก
2. บาดแผลทางใจจากการถูกกลั่นแกล้งหรือปฏิเสธ
การถูกบูลลี่ในโรงเรียน การถูกหักหลังจากเพื่อนสนิท หรือการล้มเหลวในความสัมพันธ์อย่างรุนแรง ล้วนสร้างบาดแผลลึกในใจ ทำให้เกิดความกลัวว่าหากออกไปเจอกับผู้คนอีก ก็จะต้องเจ็บปวดเหมือนเดิม สมองจึงสั่งการให้หลีกเลี่ยงสังคมเพื่อรักษาความปลอดภัยของจิตใจ
3. โรคทางจิตเวชที่แฝงอยู่เบื้องหลัง
ข้อนี้สำคัญมากในทางการแพทย์ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ภาวะถอนตัวจากสังคมและเก็บตัว มักจะมีโรคทางจิตเวชซ่อนอยู่เบื้องหลัง เช่น โรคซึมเศร้า โรคกังวลต่อการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder) โรคสมาธิสั้น หรือกลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัมในผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
การเก็บตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนานๆ ส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจอย่างไร?
การไม่ได้ขยับร่างกายและไม่ได้สัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงกว่าที่คิด ในแง่ของร่างกาย หมอมักพบว่าคนกลุ่มนี้จะมีภาวะขาดวิตามินดีอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อลีบแบนจากการไม่ได้ใช้งาน ระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารรวนเนื่องจากเวลากินเวลานอนไม่เป็นปกติ และมีโอกาสเกิดโรคอ้วนหรือโรคเบาหวานตามมาได้ง่าย
ในแง่ของจิตใจ การจมอยู่กับความคิดของตัวเองในห้องมืดๆ เป็นเวลานาน จะทำให้อาการซึมเศร้าและวิตกกังวลทวีความรุนแรงขึ้น ความมั่นใจในตัวเองจะค่อยๆ หดหายไป จนในที่สุดจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าและกลายเป็นคนไร้ความสามารถ ซึ่งอาจนำไปสู่ความคิดอยากทำร้ายตัวเองได้ในที่สุด
ในฐานะคนใกล้ชิด เราจะช่วยพยุงพวกเขากลับสู่โลกภายนอกได้อย่างไร?
การช่วยเหลือคนที่มีภาวะถอนตัวจากสังคมต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจอย่างมหาศาล หมออยากแนะนำแนวทางที่คนในครอบครัวสามารถเริ่มต้นทำได้ดังนี้
- เปลี่ยนจากการตำหนิเป็นการรับฟัง: การบ่น การดุด่า หรือการเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น "ทำไมไม่ทำตัวให้เหมือนคนอื่น" จะยิ่งผลักดันให้พวกเขาปิดประตูห้องแน่นขึ้น เปลี่ยนมาเป็นการแสดงความเป็นห่วงอย่างสม่ำเสมอ เช่น "ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ออกมาคุยกันได้นะ"
- สร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน: ทำให้เขารู้สึกว่าต่อให้โลกภายนอกจะใจร้ายกับเขาแค่ไหน บ้านและครอบครัวยังคงยอมรับในตัวเขาเสมอ โดยไม่มีเงื่อนไขและไม่มีการตัดสิน
- เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ: อย่าเพิ่งบังคับให้เขาออกไปหางานทำหรือไปเจอคนกลุ่มใหญ่ เริ่มจากการชวนคุยสั้นๆ หน้าประตูห้อง ชวนออกมากินข้าวร่วมกันในบ้าน หรือชวนออกไปเดินเล่นในสวนตอนที่ไม่มีคน
- ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง: หากพยายามปรับตัวแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือสังเกตเห็นว่าเขามีอาการซึมเศร้ารุนแรง การพามาพบจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการและรักษาด้วยยาควบคู่กับการทำจิตบำบัดเป็นสิ่งจำเป็นมาก หากเขาไม่ยอมมาพบแพทย์ ครอบครัวสามารถเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์ก่อนเพื่อเรียนรู้วิธีการเข้าหาที่ถูกต้อง
ภาวะถอนตัวจากสังคมและเก็บตัว ไม่ใช่ทางตันและสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเวลาและความเข้าใจ การก้าวออกจากห้องที่มืดมิดต้องใช้อาสัยความกล้าหาญอย่างมาก และมือของคนในครอบครัวนี่เองที่จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวสำคัญที่ช่วยนำทางพวกเขากลับมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งอย่างปลอดภัย