หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาหมอด้วยความกังวลใจหลังจากไปตรวจร่างกายแล้วพบว่าผลเลือดซิฟิลิสเป็นบวก ทั้งที่ร่างกายไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย หรือบางคนก็มาด้วยรอยแผลเล็กๆ ที่อวัยวะเพศที่ไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย จนคิดว่าเป็นแค่แผลถลอกธรรมดาแล้วปล่อยทิ้งไว้จนแผลหายไปเอง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้มีความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบสงบ การเข้าใจเรื่อง การติดเชื้อซิฟิลิสและการดำเนิน ของโรคนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะโรคนี้ไม่ได้หายไปเองเหมือนแผลภายนอก แต่เชื้อยังคงซ่อนตัวและพร้อมทำลายร่างกายในระยะยาวหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
ทำความรู้จักซิฟิลิส: โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่แฝงตัวเงียบกว่าที่คิด
ซิฟิลิสเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีลักษณะเป็นเกลียวสว่านชื่อว่า Treponema pallidum เชื้อตัวนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางรอยถลอกเล็กๆ บนผิวหนังหรือเยื่อบุอ่อน เช่น บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือแม้กระทั่งในช่องปาก โดยทางเดินหลักของการแพร่เชื้อคือการร่วมเพศโดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือการใช้ปากก็ตาม นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถส่งผ่านจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้อีกด้วย
ความน่ากลัวของเชื้อตัวนี้คือความสามารถในการหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้โรคมักดำเนินไปอย่างช้าๆ โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ซึ่งแต่ละระยะมีอาการแสดงที่แตกต่างกันจนบางครั้งทำให้สับสนกับโรคผิวหนังชนิดอื่น
ระยะแรกเริ่ม: แผลริมแข็งที่ไม่เจ็บ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโรค
หลังจากได้รับเชื้อไปประมาณ 3 สัปดาห์ (หรืออาจเร็วสุด 10 วันและนานสุดถึง 90 วัน) ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการในระยะแรก สิ่งแรกที่สังเกตได้คือการเกิดแผลเดี่ยวๆ บริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย เช่น อวัยวะเพศชาย แคมอวัยวะเพศหญิง ทวารหนัก หรือในช่องปาก
ลักษณะเฉพาะของแผลนี้คือ จะเริ่มจากเป็นตุ่มแดงเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายออกกลายเป็นแผลกว้าง ขอบแผลจะเรียบและแข็ง ตัวแผลจะสะอาดและที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีอาการเจ็บปวดเลย แม้ว่าจะเอามือไปกดก็ตาม ซึ่งเราเรียกแผลชนิดนี้ว่า แผลริมแข็ง (Chancre) เนื่องจากไม่มีอาการเจ็บ หลายคนจึงมองข้ามและไม่ไปพบแพทย์ แผลนี้จะคงอยู่ประมาณ 3-6 สัปดาห์ จากนั้นจะตกสะเก็ดและหายไปเองโดยทิ้งรอยแผลเป็นจางๆ ไว้ ทำให้คนไข้เข้าใจผิดว่าร่างกายหายดีแล้ว ทั้งที่จริงแล้วเชื้อแบคทีเรียกำลังแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลืองทั่วร่างกาย
ระยะที่สอง: เชื้อเริ่มกระจายตัว เกิดผื่นตามมือตามเท้าและอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
เมื่อแผลริมแข็งในระยะแรกหายไปได้ไม่กี่สัปดาห์หรืออาจจะหลายเดือน ร่างกายจะก้าวเข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย อาการเด่นชัดในระยะนี้คือการเกิดผื่นผิวหนัง
- ผื่นแดงตามฝ่ามือและฝ่าเท้า: ลักษณะเป็นผื่นแดงๆ น้ำตาลๆ ไม่คัน ซึ่งเป็นจุดสังเกตที่สำคัญมาก เพราะโรคผิวหนังทั่วไปมักไม่ขึ้นบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า
- แผลในช่องปากและเยื่อบุ: อาจพบแผลตื้นๆ สีเทาหรือขาวในช่องปากหรืออวัยวะเพศ ซึ่งมีเชื้ออยู่เป็นจำนวนมากและติดต่อได้ง่าย
- อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่: มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และเบื่ออาหาร
- ต่อมน้ำเหลืองโต: พบได้ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ ซอกคอ และข้อพับแขน
- ผมร่วงเป็นหย่อมๆ: มีลักษณะคล้ายโดนแมลงแทะ หรือผมบางลงทั่วศีรษะ
เช่นเดียวกับระยะแรก อาการในระยะที่สองนี้จะค่อยๆ หายไปเองได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์หรืออาจนานเป็นปี แม้ไม่ได้รักษา ทำให้โรคก้าวเข้าสู่ระยะถัดไปที่เงียบสงบกว่าเดิม
ระยะแฝง: ช่วงเวลาที่โรคสงบลงจนเหมือนจะหายดี แต่เชื้อยังคงอยู่
ระยะนี้คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดในแง่ของการเฝ้าระวัง เพราะคนไข้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ปรากฏให้เห็นภายนอกเลย ผื่นหายไป ไข้ลดลง ร่างกายดูแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริง เชื้อซิฟิลิสยังคงแฝงตัวอยู่ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและสามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือดเท่านั้น
ทางการแพทย์จะแบ่งระยะแฝงออกเป็นสองช่วงย่อย:
ระยะแฝงช่วงต้น (Early Latent Syphilis)
คือช่วงระยะเวลาไม่เกิน 1-2 ปีหลังจากได้รับเชื้อ ในระยะนี้คนไข้ยังมีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อไปยังคู่นอนได้สูง หากมีการร่วมเพศโดยไม่ได้ป้องกัน
ระยะแฝงช่วงปลาย (Late Latent Syphilis)
คือช่วงที่ติดเชื้อมานานเกิน 1-2 ปีขึ้นไป ในระยะนี้โอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นผ่านทางการร่วมเพศจะลดลง แต่ตัวเชื้อจะเริ่มเข้าไปกัดกินและทำลายอวัยวะภายในอย่างช้าๆ โดยที่คนไข้ไม่รู้ตัวเลย ระยะแฝงนี้สามารถดำเนินไปได้นานหลายปีหรืออาจจะตลอดชีวิตในบางราย
ระยะท้ายสุด: เมื่อเชื้อซิฟิลิสทำลายระบบสมองและหัวใจอย่างรุนแรง
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา ประมาณ 15-30% ของผู้ติดเชื้อจะเข้าสู่ระยะที่สามหรือระยะท้าย ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 10 ถึง 30 ปีหลังจากได้รับเชื้อครั้งแรก เชื้อที่สะสมและกัดกินร่างกายมาอย่างยาวนานจะเริ่มทำลายอวัยวะสำคัญอย่างรุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิตได้
- ระบบประสาทและสมอง (Neurosyphilis): เชื้อเข้าไปทำลายสมองและไขสันหลัง ส่งผลให้เกิดอาการความจำเสื่อม เสียสติ บุคลิกภาพเปลี่ยน เดินเซ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน หรืออัมพาต
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Syphilis): เชื้อทำลายหลอดเลือดแดงใหญ่ ทำให้ผนังหลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm) ซึ่งหากแตกออกจะทำให้เสียชีวิตทันที รวมถึงทำลายลิ้นหัวใจ
- ปุ่มเนื้องอกตามร่างกาย (Gummas): เกิดปุ่มเนื้อนุ่มๆ อักเสบขึ้นตามผิวหนัง กระดูก หรืออวัยวะภายใน ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจนเป็นแผลลึกและเสียโฉม
ตรวจหาเชื้อและรักษาอย่างไรให้หายขาด?
แม้ว่าการดำเนินโรคของซิฟิลิสจะดูน่ากลัว แต่ในปัจจุบันเรามีวิธีการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงมาก การตรวจเลือดเพื่อคัดกรอง เช่น VDRL หรือ RPR ร่วมกับการตรวจยืนยันเฉพาะเจาะจง (TPHA หรือ FTA-ABS) สามารถบอกสถานะการติดเชื้อได้อย่างแม่นยำ
ยารักษาหลักที่ยังคงมีประสิทธิภาพดีที่สุดคือ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน (Penicillin) โดยแพทย์จะพิจารณาการฉีดยาตามระยะของโรค หากตรวจพบและรักษาในระยะแรกๆ การรักษาด้วยยาฉีดเพียงเข็มเดียวก็อาจเพียงพอ แต่หากเข้าสู่ระยะแฝงช่วงปลายหรือระยะท้าย อาจต้องใช้เวลาในการฉีดยาสัปดาห์ละครั้งติดต่อกัน 3 สัปดาห์ หรือในกรณีที่เชื้อเข้าสู่ระบบประสาท อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อหยดเพนนิซิลินเข้าทางเส้นเลือดดำทุกวัน
สิ่งสำคัญที่หมออยากเน้นย้ำคือ หลังจากรักษาครบถ้วนแล้ว คนไข้ยังคงต้องกลับมาตรวจเลือดติดตามผลตามที่แพทย์นัดอย่างเคร่งครัด เพื่อดูว่าระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยและไม่มีการกลับเป็นซ้ำ และที่ละเลยไม่ได้คือการพาคู่นอนมาร่วมตรวจและรักษาไปพร้อมกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนในอนาคต