หลายครั้งที่เราอาจเคยเจอคนใกล้ตัว หรือแม้แต่ตัวเราเอง ที่เผลอพูดจาทำร้ายความรู้สึกคนอื่นโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร หรือบางทีก็ดูเหมือนจะไม่แยแสเลยว่าใครจะเจ็บปวดกับคำพูดและการกระทำนั้นแค่ไหน หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่เรื่องนิสัยส่วนตัว หรือความเห็นแก่ตัวธรรมดา แต่ในทางการแพทย์และจิตวิทยาแล้ว อาการเหล่านี้บางครั้งอาจไม่ใช่แค่เรื่องนิสัย แต่มันคือสัญญาณของ ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ทำความรู้จักความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ: ทำไมเราถึงต้องแคร์ความรู้สึกคนอื่น?
ในสมองของเรามีระบบที่ออกแบบมาให้เราเชื่อมต่อกับมนุษย์ด้วยกันเอง ความเห็นอกเห็นใจ หรือที่ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Empathy ไม่ใช่แค่การสงสาร แต่คือความสามารถในการก้าวเข้าไปยืนในรองเท้าของคนอื่น มองโลกผ่านมุมมองของเขา และสัมผัสได้ว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า หรือความเจ็บปวด
เมื่อคนเรามีความเห็นอกเห็นใจ เราจะรู้ว่าขอบเขตไหนควรหยุด ขอบเขตไหนควรปลอบโยน และคำพูดไหนที่ไม่ควรพูดออกไป แต่สำหรับคนที่เผชิญกับ ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น วงจรการรับรู้เหล่านี้กลับทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เขาไม่สามารถเชื่อมโยงทางอารมณ์กับคนรอบข้างได้เลย
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่านี่ไม่ใช่แค่คนนิสัยไม่ดี แต่เป็นภาวะทางจิตใจ?
เวลาที่เราเจอคนที่ไม่สนใจใคร เรามักจะเหมารวมว่าเขาเป็นคนใจร้าย แต่ถ้าลองสังเกตลึกลงไป ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มักจะแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่ชัดเจนเหล่านี้:
- พูดจาทำร้ายจิตใจแบบหน้าตาเฉย: ไม่มีความรู้สึกผิด หรือไม่มีอาการสะดุ้งสะเทือนเลยหลังจากที่พูดจาทำร้ายความรู้สึกคนอื่น แถมยังมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
- มองไม่เห็นความเดือดร้อนของคนอื่น: สนใจแต่ความต้องการ ความสะดวกสบาย และผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก โดยไม่สนว่าใครจะลำบากเพราะตัวเองบ้าง
- ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงร้องไห้หรือเสียใจ: มองว่าการแสดงออกทางอารมณ์ของคนอื่นเป็นเรื่องไร้สาระ อ่อนแอ หรือเป็นการเรียกร้องความสนใจ
- ความสัมพันธ์รอบตัวพังง่าย: มักจะมีปัญหาในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว ทั้งกับคนรัก เพื่อนร่วมงาน หรือคนในครอบครัว เพราะอีกฝ่ายรู้สึกว่าคุยด้วยแล้วเหนื่อยและไร้ความอบอุ่น
เบื้องหลังสมองและจิตใจ: ทำไมบางคนถึงไร้ความรู้สึกร่วมกับผู้อื่น?
ในมุมมองของจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันมักจะมีรากเหง้าที่ลึกซึ้ง แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ ปัจจัยทางชีววิทยา และประสบการณ์ในวัยเด็ก
ในแง่ของโครงสร้างสมอง งานวิจัยพบว่าบริเวณสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์และการรับความรู้สึกของผู้อื่น อาจทำงานบกพร่อง หรือในบางกรณีที่เป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม หรือภาวะหลงตัวเอง ก็จะมีอาการนี้ร่วมด้วยอย่างเด่นชัด
ส่วนในแง่ของจิตวิทยา เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกละเลย ถูกทำร้ายทางจิตใจ หรือไม่เคยได้รับความรักความเข้าใจอย่างแท้จริง สมองส่วนที่ต้องเรียนรู้เรื่องความผูกพันอาจปิดตาย เพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้เจ็บปวด สุดท้ายเมื่อโตขึ้น เขาก็เลยไม่เรียนรู้ที่จะรักหรือเห็นใจใครเป็น เพราะในชีวิตวัยเด็กเขาไม่เคยได้รับสิ่งนั้นมาก่อน
เราจะรับมือและช่วยเหลือคนที่มีภาวะนี้อย่างไรดี?
การอยู่ใกล้คนที่เผชิญกับ ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจเรามากทีเดียว สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่สามารถไปเปลี่ยนความคิดหรือบังคับให้เขารู้สึกเหมือนเราได้ สิ่งที่เราทำได้คือการปกป้องสุขภาพจิตของตัวเอง และตั้งขอบเขตความสัมพันธ์ให้ชัดเจน
แต่ถ้าหากตัวเราเองที่เป็นคนรู้สึกว่า กำลังมีปัญหาในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ความสัมพันธ์รอบตัวเริ่มพังทลาย และรู้สึกโดดเดี่ยว การเดินเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะภาวะเหล่านี้สามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และบำบัดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ผ่านการทำจิตบำบัด เพื่อให้เรากลับมาเชื่อมต่อกับความเป็นมนุษย์และผู้คนรอบข้างได้อีกครั้ง