เคยไหมที่เวลามีใครสักคนมานั่งร้องไห้เล่าความทุกข์ใจอยู่ข้างๆ แต่ลึกๆ ในใจของเรากลับรู้สึกว่างเปล่า ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเสียใจขนาดนั้น หรือบางครั้งเราอาจเผลอพูดจาจี้จุดอ่อนของคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ จนคนรอบข้างมองว่าเราเป็นคนเย็นชาและไร้น้ำใจ สถานการณ์เหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากนิสัยส่วนตัวที่ใจร้าย แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ในฐานะหมอที่พูดคุยกับผู้คนมากมาย หมอพบว่ามีหลายคนที่กำลังเผชิญกับภาวะนี้โดยไม่รู้ตัว พวกเขาไม่ได้อยากเป็นคนใจดำ แต่สมองและจิตใจมีกำแพงบางอย่างที่กั้นระหว่างความรู้สึกของตัวเองกับผู้อื่นเอาไว้ การทำความเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้เรามองเห็นหนทางแก้ไขและกลับมาสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นกับคนรอบข้างได้อีกครั้ง
"ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น" คืออะไร ทำไมบางคนถึงดูเหมือนไร้ความรู้สึก?
ในทางจิตวิทยาและประสาทวิทยา ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy Deficit) ไม่ใช่โรคทางจิตเวชโดยตรง แต่เป็นสภาวะที่บุคคลนั้นมีปัญหาในการเชื่อมต่อทางอารมณ์กับผู้อื่น โดยปกติแล้ว ความเห็นอกเห็นใจของมนุษย์เราจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ
- ความเห็นอกเห็นใจทางความคิด (Cognitive Empathy): คือความสามารถในการเข้าใจด้วยสมองว่าคนอื่นกำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไร เหมือนการอ่านสถานการณ์ออกว่าคนนี้กำลังเศร้า
- ความเห็นอกเห็นใจทางอารมณ์ (Emotional Empathy): คือความสามารถในการรู้สึกร่วมไปกับคนอื่น เช่น เมื่อเห็นเพื่อนร้องไห้ เรารู้สึกจุกในอกและเศร้าตามไปด้วย
คนที่มีภาวะนี้อาจจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือขาดทั้งสองส่วนพร้อมกัน ทำให้พวกเขาไม่สามารถตอบสนองต่อความทุกข์ ความสุข หรือความต้องการของคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม
สัญญาณเตือนที่บอกว่าเราหรือคนใกล้ตัว อาจกำลังมีภาวะนี้อยู่
การสังเกตว่าตัวเราหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญกับภาวะนี้หรือไม่ สามารถดูได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้
- ฟังเพื่อรอพูดต่อ ไม่ได้ฟังเพื่อเข้าใจ: เมื่อคนอื่นเล่าเรื่องเดือดร้อน แทนที่จะตั้งใจฟังและปลอบโยน มักจะรีบเปลี่ยนประเด็นมาพูดเรื่องของตัวเอง หรือพยายามเสนอทางแก้ไขปัญหาแบบไร้อารมณ์ทันที
- มองว่าความอ่อนไหวของคนอื่นเป็นเรื่องน่ารำคาญ: บ่อยครั้งจะรู้สึกหงุดหงิดเวลาเห็นคนอื่นร้องไห้หรือแสดงความอ่อนแอออกมา และมักคิดว่าเรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องเสียใจขนาดนั้น
- มีปัญหาในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว: เพื่อนสนิทหรือคนรักมักจะตีตัวออกห่างเพราะรู้สึกว่าพูดคุยด้วยแล้วไม่ได้รับความเข้าใจหรือการสนับสนุนทางใจ
- มักจะพูดจาทำร้ายจิตใจผู้อื่นโดยไม่เจตนา: มักจะพูดความจริงที่ขวานผ่าซากเกินไป โดยไม่ทันได้คิดว่าคำพูดนั้นจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ฟังอย่างไร
เจาะลึกการทำงานของสมองและจิตใจ อะไรทำให้ความเห็นอกเห็นใจหายไป?
หากมองลึกลงไปในแง่ของวิทยาศาสตร์การแพทย์ ภาวะการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีกลไกทางกายภาพและประสบการณ์ชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
การทำงานของสมองที่ผิดเพี้ยนไป
ในสมองของมนุษย์จะมีกลุ่มเซลล์ประสาทที่เรียกว่า "เซลล์ประสาทกระจกเงา" (Mirror Neurons) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้เราจำลองความรู้สึกของคนตรงหน้ามาไว้ในสมองของเราเอง นอกจากนี้ สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ควบคุมการรับรู้อารมณ์ทางสังคมก็มีบทบาทสำคัญ หากสมองส่วนเหล่านี้ทำงานน้อยลงหรือได้รับความบอบช้ำ ก็จะทำให้ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นลดลงตามไปด้วย
บาดแผลในวัยเด็กและการเลี้ยงดู
ผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวที่เย็นชา ไม่เคยได้รับการโอบกอด ปลอบประโลม หรือถูดละเลยความรู้สึกในวัยเด็ก สมองจะเรียนรู้ระบบป้องกันตัวเองด้วยการปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึก เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวด เมื่อเติบโตขึ้นจึงกลายเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับการแสดงออกและไม่เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น
อาการร่วมของภาวะทางจิตเวชอื่นๆ
บางครั้งภาวะนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum) หรือโรคบุคลิกภาพผิดปกติบางชนิด เช่น บุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder) หรือแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์
วิธีฝึกฝนจิตใจและสมอง เพื่อดึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกลับคืนมา
ข่าวดีก็คือ สมองของคนเรามีความยืดหยุ่นและสามารถเรียนรู้ใหม่ได้เสมอ แม้เราจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเย็นชา แต่เราก็สามารถฝึกฝนเพื่อพัฒนาความเห็นอกเห็นใจให้เพิ่มขึ้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้
เริ่มต้นด้วยการฝึกฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening): เวลาที่คนอื่นพูด ลองห้ามตัวเองไม่ให้คิดเรื่องอื่น หรือคิดคำโต้ตอบในใจ ให้โฟกัสที่น้ำเสียง สีหน้า และท่าทางของเขา ลองถามตัวเองว่า "ถ้าเราเจอเหตุการณ์แบบนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร"
ฝึกตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อสำรวจความรู้สึก: แทนที่จะด่วนตัดสินหรือให้คำแนะนำทันที ลองใช้คำถามง่ายๆ เช่น "ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง" หรือ "มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ไหม" เพื่อเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ระบาย และช่วยให้เราได้เรียนรู้อารมณ์ของเขามากขึ้น
อ่านวรรณกรรมหรือดูภาพยนตร์ที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก: การเสพศิลปะเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการกระตุ้นสมองส่วน Mirror Neurons การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในชีวิตของตัวละคร จะช่วยให้เราเข้าใจความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ในหลากหลายมิติ
สุดท้ายนี้ หากรู้สึกว่าพยายามปรับปรุงตัวเท่าไหร่ก็ยังเข้าไม่ถึงความรู้สึกของคนอื่น จนส่งผลกระทบต่องานหรือความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างรุนแรง การเข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดไม่ใช่เรื่องน่าอาย ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยสืบค้นต้นตอในจิตใจและนำทางให้เรากลับมาเชื่อมต่อกับผู้คนรอบข้างได้อย่างมีความสุขและอบอุ่นใจอีกครั้ง