ช่วงนี้หลายคนมาปรึกษาที่คลินิกด้วยอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะติดคอเหนียวข้นจนอึดอัด พอกลับไปบ้านเปิดแอร์นอนตื่นเช้ามาก็คอแห้งผากและไอฟอกใหญ่ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอย่างความชื้นในอากาศมีผลโดยตรงกับระบบทางเดินหายใจ วันนี้หมออยากมาเล่าให้ฟังว่าความชื้นในห้องนอนและความชื้นในอากาศมีผลขนาดไหนกับการขับเสมหะออกจากร่างกาย
อากาศแห้งเกินไปทำไมถึงทำให้เสเหนียวติดคอและไอไม่หยุด
เวลาที่อากาศรอบตัวเราแห้งเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการนอนในห้องแอร์เย็นจัดหรืออยู่ในห้องที่ถ่ายเทไม่สะดวก เยื่อบุทางเดินหายใจของเราจะสูญเสียความชุ่มชื้นอย่างรวดเร็ว ปกติแล้วร่างกายจะมีกลไกธรรมชาติในการสร้างเมือกใสมาเคลือบหลอดลมและดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรค โดยมีขนอ่อนหรือซีเลียคอยพัดโบกสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ขึ้นมาทิ้ง
แต่พออากาศแห้ง เมือกใสที่ควรจะเหลวและถูกขับออกง่ายกลับกลายเป็นเสมหะเหนียวข้นเหมือนกาว ขนอ่อนในหลอดลมก็ขยับตัวพัดโบกไม่ได้เต็มที่ เสมหะจึงตกค้างและกลายเป็นตัวการทำให้เราต้องไอ, แOกคอ หรือรู้สึกระคายคออยู่ตลอดเวลา
ความชื้นในอากาศที่พอเหมาะช่วยให้ปอดและหลอดลมทำงานอย่างไร
เมื่อเราเพิ่มความชื้นในอากาศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (โดยทั่วไปคือประมาณ 40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์) อากาศที่หายใจเข้าไปจะไม่ไปดึงความชุ่มชื้นออกจากทางเดินหายใจจนแห้งผาก ส่งผลให้เยื่อบุหลอดลมมีความชุ่มชื้นเพียงพอ เสมหะที่เคยเหนียวข้นจะเริ่มอ่อนตัวและมีความเหลวมากขึ้น
ความเหลวระดับนี้ทำให้ขนอ่อนในหลอดลมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง สามารถพัดโบกเสมหะขึ้นมาสู่ลำคอเพื่อขับออกได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะด้วยการไอเบาๆ หรือการกลืนลงไปโดยที่ร่างกายกำจัดต่อได้เองตามธรรมชาติ โดยที่เราไม่ต้องเค้นไอจนเจ็บคอ
วิธีปรับความชื้นรอบตัวง่ายๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการไอมีเสมหะ
การเพิ่มความชื้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปอยู่ท่ามกลางฝนตกหรือที่ชื้นแฉะ แต่เราสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายๆ เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น
- ใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน: เปิดเครื่องพ่นละอองน้ำหรือเครื่องเพิ่มความชื้นในช่วงเวลานอน จะช่วยลดอาการคอแห้งตอนตื่นเช้าและช่วยให้หายใจโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- สูดไอน้ำอุ่น: การก้มหน้าเหนือชามน้ำอุ่นหรือการยืนอาบน้ำอุ่นแล้วสูดหายใจลึกๆ ให้ไอน้ำเข้าสู่หลอดลม เป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยละลายเสมหะได้ดีมาก
- ดื่มน้ำอุ่นให้เพียงพอ: ความชื้นไม่ได้มาจากภายนอกเท่านั้น การดื่มน้ำอุ่นระหว่างวันช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายใน ทำให้เสมหะที่ข้นหนืดเจือจางลงและขับออกง่ายขึ้น
ข้อควรระวังเรื่องความชื้นสูงเกินไปที่อาจส่งผลเสียต่อภูมิแพ้
แม้ความชื้นจะมีประโยชน์ต่อการขับเสมหะ แต่ต้องระวังไม่ให้ความชื้นในห้องสูงจนเกินไปเช่นกัน หากความชื้นเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ จะกลายเป็นแหล่งสะสมชั้นดีของไรฝุ่นและเชื้อรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้อาการภูมิแพ้ กำเริบ และทำให้หลอดลมยิ่งอักเสบระคายเคืองหนักกว่าเดิม ดังนั้นควรใช้ไฮโกรมิเตอร์หรือเครื่องวัดความชื้นมาคอยเช็คระดับความชื้นในห้องให้อยู่ในเกณฑ์พอดีเสมอ
อาการแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์แทนการรอให้อากาศช่วยรักษา
การปรับความชื้นในอากาศเป็นเพียงการดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อช่วยบรรเทาอาการ แต่หากทำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณเตือนบางอย่างร่วมด้วย แนะนำว่าควรมาให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- มีไข้สูงร่วมกับอาการไอและมีเสมหะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มหรือสีเขียว
- ไอจนแน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก
- มีเสมหะปนเลือดแม้จะเป็นปริมาณน้อยก็ตาม
- อาการไอเรื้อรังนานเกินสองสัปดาห์โดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น
การเข้าใจกลไกของร่างกายและการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหมาะสม จะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่เป็นหวัดหรือมีเสมหะไปได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องทรมานครับ