ช่วงไหนอากาศเริ่มแห้ง เปลี่ยนฤดู หรือเราต้องนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นจัดตลอดทั้งวัน หลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาอาการคอแห้ง ระคายคอ และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือมีเสมหะเหนียวข้นติดอยู่ข้างใน กระแอมเท่าไหร่ก็ไม่ออก กลืนก็ไม่ลง จนบางครั้งทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีความลับทางสรีรวิทยาเบื้องหลังที่เชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมรอบตัวเรากับระบบทางเดินหายใจโดยตรง วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังว่าความชื้นในอากาศมีผลอย่างไรต่อการขับเสมหะ และเราจะดูแลตัวเองอย่างไรให้หายใจโล่งขึ้นได้บ้าง
ความชื้นในอากาศกับระบบกรองอากาศธรรมชาติในร่างกาย
เวลาที่เราหายใจเข้า ทางเดินหายใจของเราไม่ได้ทำหน้าที่แค่ดึงออกซิเจนเข้าไปอย่างเดียวนะครับ แต่เยื่อบุจมูกและหลอดคอยังทำหน้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศธรรมชาติที่คอยปรับอุณหภูมิและความชื้นของอากาศให้เหมาะสมก่อนจะเดินทางเข้าสู่ปอด ปกติแล้วอากาศที่เราหายใจเข้าไปจะต้องถูกปรับให้มีความชื้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเดินทางไปถึงส่วนล่างของหลอดลม
แต่พอบ้านเราเจอช่วงที่อากาศแห้ง หรือเวลาที่เราไปอยู่ในสถานที่ที่ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำมากๆ อากาศแห้งพวกนี้จะเข้าไปดึงความชื้นออกจากเยื่อบุทางเดินหายใจของเราอย่างรวดเร็ว ทำให้ของเหลวที่เคลือบอยู่ตามเนื้อเยื่อมีความหนืดสูงขึ้น ส่งผลให้ระบบขับของเสียตามธรรมชาติทำงานได้ไม่เต็มที่ เสมหะที่ควรจะใสและไหลลื่น กลับกลายเป็นก้อนเหนียวข้นเกาะติดแน่นอยู่ตามผนังหลอดลม
กลไกการกวาดบ้านของปอด: ขนเล็กๆ กับเมือกเหนียวทำงานร่วมกันอย่างไร
ในหลอดลมของเราจะมีระบบทำความสะอาดที่มหัศจรรย์มาก เรียกว่าระบบเยื่อบุผิวที่มีขนกวาด หรือ mucociliary escalator หน้าที่ของระบบนี้คือการสร้างเมือกมาช้อนจับฝุ่นละออง เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอม แล้วใช้ขนจิ๋วๆ นับล้านเส้นโบกพัดเจ้าเมือกและเสมหะพวกนี้ขึ้นไปด้านบน เพื่อให้เราขับออกด้วยการไอหรือกลืนลงกระเพาะตามกลไกปกติ
กุญแจสำคัญที่จะทำให้ระบบนี้ทำงานได้อย่างราบรื่นคือ ความสมดุลของชั้นเมือก ซึ่งประกอบด้วยสองชั้น คือชั้นใสที่ลื่นเพื่อให้ขนโบกพัดได้สะดวก และชั้นบนที่เป็นเมือกเหนียวเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอม หากอากาศรอบตัวแห้งเกินไป ชั้นน้ำใสๆ ด้านล่างจะระเหยหายไป ทำให้ขนจิ๋วพวกนั้นโบกพัดไม่ได้ เสมuะจึงกองสะสมและเหนียวข้นจนเกิดอาการแน่นหน้าอกหรือระคายคอ
วิธีเพิ่มความชื้นรอบตัวเพื่อให้ขับเสมหะได้ง่ายขึ้น
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าความชื้นมีความสำคัญขนาดไหน วิธีการช่วยบรรเทาอาการที่ดีที่สุดคือการคืนความชุ่มชื้นให้กับทางเดินหายใจ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ทำได้ง่ายและเห็นผลจริงดังนี้ครับ
- ดื่มน้ำอุ่นให้เพียงพอ: การดื่มน้ำจากภายในคือวิธีที่ตรงจุดที่สุด น้ำจะช่วยเพิ่มปริมาณของเหลวในร่างกาย ทำให้เมือกและเสมหะที่เหนียวข้นเจือจางลงและถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้น
- ใช้วิธีสูดไอน้ำร้อน: การสูดไอความชื้นอุ่นๆ เช่น การก้มหน้าเหนือชามน้ำอุ่น หรือการอาบน้ำอุ่น จะช่วยส่งความชื้นเข้าสู่หลอดลมโดยตรง ช่วยคลายความหนืดของเสมหะและลดอาการระคายคอได้ทันที
- วางเครื่องทำความชื้นในห้อง: หากจำเป็นต้องนอนในห้องแอร์ที่มีอากาศแห้ง การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) จะช่วยรักษาบรรยากาศรอบตัวให้อยู่ในระดับที่เยื่อบุทางเดินหายใจไม่แห้งจนเกินไป
เมื่อไหร่ที่เสมหะเหนียวข้นแบบนี้ควรไปพบแพทย์
แม้ว่าการปรับความชื้นในอากาศและการดูแลตัวเองเบื้องต้นจะช่วยแก้ปัญหาเสมหะเหนียวได้ในคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือมีสัญญาณเตือนบางอย่างร่วมด้วย เช่น เสมหะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มหรือสีเหลืองจัด มีเลือดปน มีไข้สูงร่วมด้วย หรือหายใจมีเสียงหวีด อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศแห้ง แต่อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจ หลอดลมอักเสบ หรือภูมิแพ้กำเริบ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรับยาละลายเสมหะหรือยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมจากแพทย์ครับ