ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลองจินตนาการถึงวันธรรมดาๆ ที่ทุกคนในครอบครัวกำลังล้อมวงทานอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข แต่แล้วจู่ๆ ลูกตัวน้อยหรือผู้สูงอายุในบ้านกลับหยุดนิ่ง ตาโต หน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงปนเขียวคล้ำ มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมลำคอ พยายามจะอ้าปากหายใจและส่งเสียงร้องแต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย เหตุการณ์นี้คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริงได้ทุกเมื่อ และเป็นนาทีวิกฤตที่คนรอบข้างต้องมีสติและรู้วิธีช่วยเหลืออย่างถูกต้องทันที

ในฐานะหมอ หมอมักจะเน้นย้ำกับคนไข้เสมอว่า ภาวะสำลักสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตเฉียบพลันที่ป้องกันได้หากได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องภายในเวลาไม่กี่นาทีแรก

ทำความเข้าใจกลไกเมื่อร่างกายเกิดภาวะสำลักสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ

โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะมีระบบป้องกันที่ยอดเยี่ยมในการแยกทางเดินอาหารและทางเดินหายใจออกจากกัน โดยมี "ฝาปิดกล่องเสียง" ทำหน้าที่เหมือนประตูกลปิดทางเดินหายใจทุกครั้งที่เรากลืนอาหาร แต่ในบางจังหวะ เช่น การหัวเราะขณะเคี้ยวอาหาร การพูดคุยเสียงดัง การรีบกลืน หรือแม้แต่การเล่นของเล่นชิ้นเล็กๆ ในเด็กวัยซน อาจทำให้ระบบนี้ทำงานประสานกันผิดพลาด ส่งผลให้อาหารหรือสิ่งแปลกปลอมหลุดรอดผ่านฝาปิดกล่องเสียงลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจแทนที่จะลงไปยังหลอดอาหาร

เมื่อเกิดการอุดกั้น ร่างกายจะขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญทันที หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน สมองอาจเสียหายอย่างถาวรภายในเวลาเพียง 4-6 นาที และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่ากำลังวิกฤต? สังเกตสัญญาณเตือนการสำลัก

การแยกแยะความรุนแรงของการอุดกั้นทางเดินหายใจเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะวิธีการช่วยเหลือจะแตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลักๆ ดังนี้

1. การอุดกั้นแบบบางส่วน (ยังพอหายใจได้)

ผู้ป่วยในกลุ่มนี้สิ่งแปลกปลอมยังไม่ได้อุดกั้นทางเดินหายใจทั้งหมด สัญญาณที่สังเกตได้คือ ผู้ป่วยยังคงรู้สึกตัวดี สามารถไอเสียงดังๆ ได้ ยังพอพูดมีเสียง หรือหายใจมีเสียงวี๊ดๆ ได้บ้าง

วิธีช่วยเหลือ: ในกรณีนี้ ห้ามเข้าไปทุบหลังหรือทำการรัดหน้าท้องเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนตัวไปอุดกั้นทางเดินหายใจจนมิด สิ่งที่ต้องทำคือการให้กำลังใจ ยืนอยู่ข้างๆ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยไอออกมาแรงๆ ด้วยตัวเอง เพราะแรงลมจากการไอตามธรรมชาติเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการขับสิ่งแปลกปลอมออก

2. การอุดกั้นแบบรุนแรง (วิกฤตเฉียบพลัน)

เป็นภาวะที่สิ่งแปลกปลอมอุดทางเดินหายใจจนเกือบมิดหรือมิดสนิท สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องเข้าช่วยเหลือทันที ได้แก่:

  • ผู้ป่วยไม่สามารถพูด ไม่มีเสียงร้อง หรือไม่สามารถไอได้เลย
  • พยายามอ้าปากหายใจ แต่มีเสียงหวีดแหลมเบาๆ หรือไม่มีเสียงเลย
  • แสดงท่าทางมาตรฐานสากลของการสำลัก คือ เอามือสองข้างกุมลำคอ
  • ริมฝีปาก เล็บมือ และใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำจากการขาดออกซิเจน
  • หากปล่อยไว้ไม่กี่นาที ผู้ป่วยจะเริ่มหมดสติและหยุดหายใจ

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อช่วยชีวิตในนาทีวิกฤต

เมื่อประเมินแล้วพบว่าผู้ป่วยมีอาการอุดกั้นทางเดินหายใจแบบรุนแรง ต้องรีบลงมือปฐมพยาบาลทันทีโดยแยกตามกลุ่มอายุของผู้ป่วยดังนี้

วิธีช่วยเหลือเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี (การตบหลังสลับการกดหน้าอก)

สำหรับทารก ห้ามใช้วิธีการกดหน้าท้องแบบผู้ใหญ่เด็ดขาดเนื่องจากตับและอวัยวะภายในยังบอบบางมาก ให้ใช้วิธีดังนี้:

  • ตบหลัง 5 ครั้ง (Back Blows): จับเด็กคว่ำหน้าลงบนท่อนแขน โดยให้ศีรษะของเด็กอยู่ต่ำกว่าลำตัว ประคองขากรรไกรและศีรษะของเด็กไว้ให้มั่นคง จากนั้นใช้สันมือตบแรงๆ บริเวณกึ่งกลางหลังระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้างติดต่อกัน 5 ครั้ง
  • กดหน้าอก 5 ครั้ง (Chest Thrusts): หากสิ่งแปลกปลอมยังไม่หลุด ให้พลิกตัวเด็กกลับมานอนหงายบนท่อนแขนอีกข้าง โดยให้ศีรษะต่ำกว่าลำตัวเช่นเดิม ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางสองนิ้วกดลงบนกระดูกหน้าอกบริเวณกึ่งกลาง (ต่ำกว่าเส้นสมมติระหว่างหัวนมเล็กน้อย) กดลึกประมาณ 1.5 นิ้ว จำนวน 5 ครั้ง
  • ทำสลับกันระหว่างการตบหลัง 5 ครั้ง และกดหน้าอก 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมาหรือจนกว่าเด็กจะหมดสติ

วิธีช่วยเหลือเด็กโตและผู้ใหญ่ (การรัดกระตุกหน้าท้อง หรือ Heimlich Maneuver)

วิธีนี้ใช้สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปและยังคงมีสติอยู่:

  • ยืนด้านหลังผู้ป่วย สอดแขนทั้งสองข้างโอบรอบเอวผู้ป่วย
  • กำมือข้างหนึ่ง โดยให้ด้านนิ้วหัวแม่มือหันเข้าหาตัวผู้ป่วย วางกำปั้นไว้เหนือสะดือเล็กน้อย แต่อยู่ใต้กระดูกลิ้นปี่
  • ใช้มืออีกข้างจับกำปั้นนั้นให้แน่น จากนั้นออกแรงรัดกระตุกกระแทกเข้าไปทางด้านหลังและดึงขึ้นด้านบนพร้อมกันอย่างรวดเร็วและแรง (ในลักษณะคล้ายตัว J)
  • ทำซ้ำๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา หรือจนกว่าผู้ป่วยจะหมดสติ

หากผู้ป่วยหมดสติไปต่อหน้าต่อตา ต้องทำอย่างไร?

หากทำการช่วยเหลือแล้วผู้ป่วยหมดสติ หรือพบผู้ป่วยในสภาพหมดสติจากการสำลัก ให้รีบทำตามขั้นตอนดังนี้ทันที:

  • จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็ง และโทรศัพท์แจ้งสายด่วน 1669 ทันที
  • เริ่มกระบวนการกู้ชีพ (CPR) โดยทำการกดหน้าอก 30 ครั้ง
  • ก่อนการเป่าปากทุกครั้ง ให้เปิดปากผู้ป่วยดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมลอยขึ้นมาให้เห็นเด่นชัดหรือไม่ หากเห็นชัดเจนและมั่นใจว่าคีบออกได้ง่ายให้ใช้นิ้วกวาดออก แต่หากมองไม่เห็นหรืออยู่ลึก ห้ามใช้นิ้วล้วงสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาดเพราะจะยิ่งดันให้สิ่งแปลกปลอมลึกลงไป
  • ทำ CPR สลับกับการเป่าปากไปเรื่อยๆ จนกว่าทีมแพทย์กู้ชีพจะเดินทางมาถึง

สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อเกิดเหตุการณ์สำลัก

ด้วยความตกใจ หลายคนมักใช้วิธีที่เคยเห็นต่อๆ กันมา ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายอย่างยิ่ง:

  • ห้ามใช้นิ้วล้วงคอโดยมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม: เพราะนิ้วมือของเราจะทำหน้าที่เหมือนลูกสูบ ดันเอาเศษอาหารหรือของเล่นที่เกือบจะหลุดให้อัดลึกลงไปในหลอดลมมากกว่าเดิม
  • ห้ามให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือกลืนข้าวคำโตๆ: ในกรณีที่สำลักสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ การกลืนน้ำหรืออาหารเข้าไปเพิ่มจะยิ่งไปอุดทับเส้นทางเดินหายใจ และเพิ่มความเสี่ยงในการสำลักน้ำลงปอดจนเกิดปอดอักเสบตามมา

แนวทางป้องกันเพื่อลดความเสี่ยง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในบ้าน

การป้องกันคือหนทางที่ดีที่สุด หมออยากฝากคำแนะนำง่ายๆ ที่สามารถปรับใช้ในบ้านเพื่อดูแลคนที่คุณรัก:

  • สำหรับเด็กเล็ก: เก็บสิ่งของชิ้นเล็กๆ เช่น กระดุม เหรียญ ถ่านกระดุม ของเล่นชิ้นจิ๋ว ให้พ้นมือเด็ก หลีกเลี่ยงการให้เด็กทานอาหารที่มีลักษณะกลม ลื่น หรือเหนียว เช่น ลูกอม เยลลี่ ถั่วเมล็ดแห้ง หรือองุ่นทั้งลูก โดยไม่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อน
  • สร้างนิสัยการกินที่ปลอดภัย: ฝึกให้เด็กนั่งทานอาหารเรียบร้อย ไม่วิ่งเล่น พูดคุย หรือหัวเราะเสียงดังขณะที่มีอาหารเต็มปาก
  • สำหรับผู้สูงอายุ: ดูแลเรื่องการบดเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เลี่ยงอาหารที่เหนียวจัด เช่น ขนมเข่ง ขนมเหนียว หรือเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ และควรตัดอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ

อุบัติเหตุจากการสำลักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที แต่ความรู้และการมีสติในการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีคือสิ่งที่จะช่วยดึงชีวิตของคนที่คุณรักกลับคืนมาได้ หมอหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจ เข้าใจสัญญาณเตือน และสามารถลงมือช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down