เวลาที่เดินเข้ามาในห้องตรวจแล้วหมอบอกว่า เรากำลังเผชิญกับโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง สีหน้าของหลายคนมักจะเต็มไปด้วยความกังวลและความเหนื่อยล้า หลายคนตั้งคำถามในใจว่า ทำไมกินยามานานหลายเดือนแล้วโรคถึงยังไม่หายขาดสักที หรือบางคนก็เริ่มท้อจนอยากจะหยุดยาเอง
ในฐานะหมอที่นั่งฟังเรื่องราวและความอึดอัดใจของคนไข้อยู่ทุกวัน หมอเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ โรคเรื้อรังมันไม่ใช่หวัดที่กินยาไม่กี่วันก็หาย แต่มันคือเพื่อนร่วมทางที่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้ต่างหาก และหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับโรคเหล่านี้ได้อย่างมีความสุข ก็คือการมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเส้นทางการรักษาครับ
ทำไมโรคเรื้อรังถึงไม่หายขาดเหมือนโรคทั่วไป?
ความเข้าใจผิดอันดับแรกที่หมอพบบ่อยที่สุดคือ การคิดว่าการรักษาโรคเรื้อรังก็เหมือนกับการรักษาโรคติดเชื้อทั่วไป คือหาหมอ กินยาให้หมดแผง แล้วโรคจะหายสาบสูญไปจากร่างกาย
ความจริงคือ โรคเรื้อรังมักมีรากเหง้ามาจากความเสื่อมตามวัย พันธุกรรม หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตสะสมมานานเป็นแรมปีหรือหลายสิบปี เช่น หลอดเลือดที่แข็งตัวขึ้นจากไขมันสะสม หรือตับอ่อนที่ผลิตอินซูลินได้ลดลง การรักษาจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลบโรคนี้ทิ้งไปแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกดปุ่มรีเซ็ต แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการควบคุมไม่ให้โรคกำเริบ ไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และช่วยให้ร่างกายของเรายังคงทำงานได้ดีที่สุดในทุกๆ วัน
เป้าหมายของการรักษาที่เราต้องเดินไปด้วยกัน
เวลาที่หมอให้ยาหรือแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนหน้าจอเครื่องมือแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของคุณภาพชีวิตในระยะยาว
- ควบคุมตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย: เช่น คุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในจุดที่ไม่ไปทำลายไต ปลายประสาท หรือจอประสาทตา
- ป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจตามมา: การคุมความดันโลหิตที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ลดภาระของอวัยวะภายใน: ยาหรือการปฏิบัติตัวบางอย่างทำหน้าที่ช่วยเบาแรงอวัยวะที่กำลังทำงานหนักเกินไป ให้ได้พักฟื้นและเสื่อมช้าลง
การกินยาต่อเนื่องไม่ได้แปลว่าร่างกายกำลังแย่ลง
มีคนไข้หลายคนรู้สึกเสียใจและกังวลใจทุกครั้งที่หมอต้องเพิ่มยา หรือบอกว่าต้องกินยาตัวนี้ไปตลอดชีวิต ความคิดนี้ทำให้หลายคนแอบลดขนาดยาเอง หรือหยุดยาเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอาการปกติไม่มีอะไรผิดปกติ
หมออยากให้มองมุมใหม่ว่า การที่เราต้องกินยาลดความดันหรือยาลดไขมันทุกวัน ก็เหมือนกับการที่เราต้องกินข้าวทุกวันเพื่อให้ร่างกายมีแรง หรือการใส่แว่นสายตาเพื่อให้มองเห็นชัดเจน ยาไม่ได้เป็นเครื่องประจานว่าเราอ่อนแอ แต่มันคือเครื่องมือช่วยพยุงระบบในร่างกายให้ทำงานได้อย่างสมดุลต่างหาก การที่ตัวเลขผลเลือดออกมาสวยงาม แปลว่ายาและพฤติกรรมที่เราทำอยู่มันได้ผลดี ไม่ได้แปลว่าโรคหายแล้วและเราจะหยุดยาได้เองโดยไม่ปรึกษาหมอ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือกุญแจดอกสำคัญที่สุด
ต่อให้หมอจะเก่งแค่ไหน หรือมียาที่ดีและราคาแพงเพียงใด โรคเรื้อรังก็ไม่มีทางควบคุมได้ดีเลย หากคนไข้ไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน
การรักษาโรคเรื้อรังไม่ใช่หน้าที่ของหมอฝ่ายเดียว แต่เป็นการทำงานเป็นทีมระหว่างหมอกับตัวคนไข้เอง การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การจัดการกับความเครียด และการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สิ่งเหล่านี้คือยาวิเศษที่ไม่มีขายตามร้านขายยา และไม่มีโรงงานไหนผลิตออกมาได้ สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดจากการลงมือทำด้วยตัวเองของคนไข้เท่านั้น
เมื่อไหร่ที่ควรกลับมาคุยกับหมอเพื่อปรับแผนการรักษา
เส้นทางการรักษามีความยืดหยุ่นเสมอ ไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้กับทุกคนได้เหมือนกันหมด หากช่วงนี้ชีวิตเปลี่ยน มีความเครียดเรื่องงาน นอนไม่หลับ หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนส่งผลให้ผลตรวจเลือดหรือค่าความดันเริ่มแกว่ง อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจหรือรู้สึกผิดที่ดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ
สิ่งที่เราควรทำคือเดินเข้ามาพูดคุยปรึกษากับหมอตามนัดอย่างสม่ำเสมอ นำข้อมูลและปัญหาที่เจอในชีวิตจริงมาเล่าให้ฟัง เพื่อที่เราจะได้ปรับเปลี่ยนแนวทางร่วมกัน เช่น ปรับขนาดยา ปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน เพื่อให้เราสามารถดูแลสุขภาพระยะยาวได้อย่างมีความสุขและไม่เครียดจนเกินไป