ช่วงเวลาที่ลูกน้อยลืมตาดูโลก เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่มือใหม่ต่างเฝ้ารอคอยด้วยความตื่นเต้น แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลใจก็มักจะตามมาด้วย โดยเฉพาะเรื่องการขับถ่ายของเจ้าตัวเล็ก เพราะสำหรับเด็กทารกแรกเกิด การอึครั้งแรกภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าระบบทางเดินอาหารทำงานปกติ แต่ถ้าลูกน้อยผ่านไปสองวันแล้วยังไม่ยอมถ่ายขี้เทาเลย ท้องเริ่มป่องแข็ง และร้องกวนไม่ยอมหยุด นั่นอาจไม่ใช่แค่เรื่องท้องอืดธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจกันตั้งแต่วันนี้
ทำไมลูกถึงไม่ยอมอึ: ไขปมความผิดปกติของปลายลำไส้
เวลาที่เราพูดถึงระบบขับถ่าย อาหารจะเดินทางจากกระเพาะอาหารลงสู่ลำไส้เล็ก และส่งต่อมาที่ลำไส้ใหญ่เพื่อขับออกเป็นอุจจาระ ในสภาวะปกติ ผนังลำไส้จะมีเซลล์ประสาทคอยส่งสัญญาณบีบตัวไล่อาหารให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเป็นจังหวะ แต่สำหรับเด็กที่เป็นโรคนี้ เซลล์ประสาทชุดดังกล่าวที่บริเวณปลายลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักกลับไม่ยอมเจริญเติบโตตั้งแต่ตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา ส่งผลให้ท่อลำไส้ส่วนนั้นตีบตัน ไม่ยอมคลายตัว และไม่มีแรงบีบตัวที่จะผลักอุจจาระออกมาได้ ผลลัพธ์ก็คือ ของเสียทั้งหมดเกิดการตกค้างสะสมอยู่ด้านบน ทำให้ลำไส้ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปต้องทำงานหนักจนขยายใหญ่และโป่งพองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ลูกเราเข้าข่ายไหม: สัญญาณเตือนภัยที่หมออยากให้สังเกต
อาการของโรคนี้มักจะแสดงออกมาตั้งแต่ช่วงแรกเกิด โดยความรุนแรงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทนั้นยาวแค่ไหน หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ในลูกน้อย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
- ไม่ถ่ายขี้เทาหลังคลอด: ทารกส่วนใหญ่จะถ่ายขี้เทาซึ่งมีสีเขียวเข้มเกือบดำภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก แต่เด็กกลุ่มนี้มักจะเลยกำหนดไปนานมากโดยไม่มีอุจจาระออกมาเอง
- ท้องอืดแน่นและพุงป่อง: หน้าท้องของลูกจะดูโตผิดปกติ ผนังหน้าท้องตึงแน่น เมื่อเคาะดูจะมีเสียงเหมือนกลองเพราะมีแก๊สสะสมอยู่ข้างใน
- อาเจียนเป็นน้ำดี: เนื่องจากลำไส้ถูกบล็อกไว้ ทำให้อาหารและน้ำย่อยไม่สามารถระบายลงด้านล่างได้ ลูกจึงมักจะอาเจียนพุ่งออกมาเป็นน้ำย่อยสีเขียวหรือสีเหลืองปนเขียว
- น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์: เด็กบางคนอาจแสดงอาการช้า เป็นเด็กโตท้องผูกเรื้อรังมาตั้งแต่แบเบาะ กินยาถ่ายเท่าไหร่ก็ไม่หาย ท้องป่อง และร่างกายผอมแห้งเพราะสารอาหารดูดซึมได้ไม่ดี
การตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาล: หมอตรวจเช็กอะไรบ้าง
เมื่อพามาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยดังกล่าว คุณหมอจะมีขั้นตอนการตรวจที่ละเอียดเพื่อยืนยันโรค เริ่มจากการซักประวัติการขับถ่ายอย่างละเอียด จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเบื้องต้นด้วยการใช้นิ้วมือสอดผ่านทวารหนัก เพื่อสัมผัสสภาพภายในลำไส้ ซึ่งในเด็กที่เป็นโรคนี้ การตรวจด้วยวิธีนี้มักจะทำให้เกิดการขับถ่ายพุ่งออกมาอย่างรุนแรงเนื่องจากการคลายตัวของหูรูด ต่อมาแพทย์อาจพิจารณาทำการเอ็กซเรย์ช่องท้องเพื่อดูภาพรวม หรือใช้วิธีสวนแป้งแบเรียมเข้าทางทวารหนักเพื่อดูความตีบตันและขนาดที่ผิดปกติของลำไส้ใหญ่ และวิธีที่แม่นยำที่สุดคือการตัดชิ้นเนื้อเยื่อผนังลำไส้ชิ้นเล็กๆ ไปตรวจดูใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยันว่าไม่มีเซลล์ประสาทอยู่จริงๆ
วิธีรักษา: ทางออกเดียวเพื่อคืนระบบขับถ่ายปกติ
สำหรับภาวะนี้ การใช้ยาแก้ท้องผูกหรือสวนทวารเป็นเพียงการบรรเทาอาการเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แนวทางรักษาหลักที่ได้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดเพื่อตัดลำไส้ใหญ่ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทออกไป แล้วนำลำไส้ส่วนที่ดีที่มีเซลล์ประสาทปกติมาต่อลงมาที่ทวารหนัก เพื่อให้ระบบขับถ่ายกลับมาทำงานได้เองตามธรรมชาติ ในเด็กบางรายที่มาพบแพทย์ช้าและมีภาวะลำไส้อักเสบรุนแรงหรือลำไส้ทะลุ แพทย์อาจจำเป็นต้องทำทวารเทียมที่หน้าท้องชั่วคราวก่อน เพื่อรอให้ร่างกายแข็งแรงดีแล้วจึงค่อยทำการผ่าตัดต่อลำไส้ในขั้นตอนต่อไป