หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจด้วยความสงสัยว่า ทำไมช่วงนี้ร่างกายถึงมีอาการแปลกๆ เดี๋ยวผื่นขึ้น เดี๋ยวคันตา น้ำูกไหล แถมยังมีอาการปวดข้อ อ่อนเพลียเรื้อรังร่วมด้วย พอนำผลตรวจเลือดมาดูประกอบกัน ก็มักจะพบคำถามคาใจว่าตกลงเราเป็นโรคภูมิแพ้ธรรมดา หรือกำลังเผชิญกับโรคแพ้ภูมิตัวเองกันแน่ เพราะอาการมันช่างคาบเกี่ยวและชวนสับสนเหลือเกิน
ภูมิแพ้กับแพ้ภูมิตัวเอง ต่างกันอย่างไรแต่ทำไมถึงมาเจอกันได้
ในมุมมองทางการแพทย์ โรคแพ้ภูมิตัวเองที่สัมพันธ์กับภูมิแพ้ เป็นเรื่องที่เราเจอได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองนึกภาพว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราคือทหารยามที่คอยปกป้องร่างกาย
ในกรณีของ โรคภูมิแพ้ ทหารยามของเรามีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวมากเกินไป เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ หรือไรฝุ่น พอเจอสิ่งเหล่านี้ปุ๊บ ก็จะโวยวายด้วยการปล่อยสารเคมีออกมา ทำให้เกิดอาการจาม คัน หรือผื่นแพ้
ส่วนในกรณีของ โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือที่เรียกว่าโรคพุ่มหรือออโตอิมมูน ทหารยามเกิดอาการสับสนขั้นรุนแรง หันกลับมาโจมตีเนื้อเยื่อและอวัยวะของตัวเองเสียอย่างนั้น ความเชื่อมโยงที่น่าสนใจคือ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้อาจมีโอกาสกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดความปั่นป่วนสะสม จนบางครั้งนำไปสู่การพัฒนาเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองได้ในระยะยาว เพราะภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นให้อยู่ในโหมดตื่นตัวตลอดเวลา
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าภูมิคุ้มกันกำลังรวนเร
อาการเริ่มต้นของกลุ่มโรคเหล่านี้มักจะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป จนหลายคนคิดว่าแค่พักผ่อนน้อย แต่ถ้าสังเกตดีๆ ร่างกายมักจะส่งสัญญาณบางอย่างออกมาเตือน
- เหนื่อยเพลียแบบไม่มีสาเหตุ: นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ รู้สึกหมดแรงแม้จะไม่ได้ทำอะไรหนัก
- ผื่นผิวหนังเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย: ผื่นแดงตามใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มและสันจมูกที่มักจะเป็นรูปผีเสื้อ หรือผื่นลมพิษที่ขึ้นๆ หายๆ นานนับเดือน
- ปวดข้อและกล้ามเนื้อ: ตื่นมาแล้วรู้สึกข้อฝืด ขยับตัวลำบาก ปวดตามข้อต่อโดยไม่ได้เกิดจากการใช้งานหรืออุบัติเหตุ
- แพ้ง่ายผิดปกติ: เคยแพ้อะไรนิดหน่อย ตอนนี้กลับแพ้รุนแรงขึ้น ทั้งฝุ่น อาหาร หรือแม้แต่แสงแดด
การตรวจวินิจฉัยเพื่อแยกแยะความจริงให้ชัดเจน
เนื่องจากอาการของโรคทั้งสองกลุ่มนี้มีความทับซ้อนกันค่อนข้างมาก การมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดครับ หมอจะไม่ได้ดูแค่รอยโรคภายนอก แต่ต้องอาศัยการเจาะเลือดตรวจหาค่าความอักเสบ และตัวบ่งชี้ความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน เช่น การหาค่าแอนติบอดีจำเพาะต่างๆ เพื่อดูว่าภูมิคุ้มกันกำลังสร้างความเสียหายให้อวัยวะภายในส่วนไหนอยู่หรือไม่ การรู้ผลที่ชัดเจนจะช่วยให้เราวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างตรงจุด ไม่ต้องเดาอาการเองให้เครียด
วิธีดูแลตัวเองเมื่อภูมิคุ้มกันเริ่มส่งเสียงเตือน
เมื่อตรวจพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างโรคภูมิแพ้และภาวะแพ้ภูมิตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับสมดุลชีวิตใหม่ทั้งหมด เพราะโรคกลุ่มนี้มีความเครียดและการพักผ่อนเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนคือช่วงเวลาที่ระบบภูมิคุ้มกันจะได้ซ่อมแซมตัวเอง หากนอนน้อย ภูมิคุ้มกันจะยิ่งรวนหนักกว่าเดิม
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่รู้ว่าแพ้: ส5ังเกตตัวเองว่าอะไรทำให้อาการกำเริบ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น อาหารบางชนิด หรือความเครียดสะสม
- รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ: เน้นผักผลไม้สด ปลาที่มีไขมันดี และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบ
- รับประทานยาและติดตามอาการตามนัดอย่างเคร่งครัด: หากแพทย์จ่ายยาควบคุมภูมิคุ้มกันหรือยาแก้แพ้มาให้ ควรทานต่อเนื่องตามคำแนะนำ ห้ามปรับลดหรือหยุดยาเองเด็ดขาด
การอยู่ร่วมกับโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันอาจต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทนค่อนข้างมาก เพราะโรคเหล่านี้มักจะเป็นๆ หายๆ แต่ถ้าเราเข้าใจกลไกของร่างกาย ดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี และปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความสุขได้ในทุกๆ วันครับ