ช่วงนี้ในกลุ่มคุณแม่มือใหม่มักจะมีคำถามและความกังวลใจเข้ามาบ่อยครั้ง เมื่อลูกน้อยวัยแบเบาะเริ่มมีไข้ต่ำๆ ตามมาด้วยตุ่มน้ำใสๆ แดงๆ ขึ้นตามตัว ซึ่งพอพาลูกไปหาหมอแล้วได้ยินคำวินิจฉัยว่าเป็นโรคอีสุกอีใส หลายคนถึงกับตกใจว่าเด็กทารกตัวแค่นี้ก็ติดโรคนี้ได้ด้วยหรือ เพราะเรามักจะคุ้นเคยกันว่าอีสุกอีใสเป็นโรคของเด็กโตหรือวัยเรียนเสียมากกว่า
ในฐานะหมอเด็กที่ต้องเจอคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาหาด้วยอาการนี้อยู่เรื่อยๆ ผมเข้าใจความรู้สึกกังวลของคนเป็นแม่ดีครับ วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ถึงเรื่องโรคอีสุกอีใสในทารก ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อาการแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ และเราจะดูแลลูกน้อยอย่างไรในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้
ลูกติดโรคอีสุกอีใสมาได้อย่างไรในเมื่อยังเด็กมาก?
หลายคนสงสัยว่าทารกบางคนอายุแค่ไม่กี่เดือน ทำไมถึงติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใสได้ ทั้งๆ ที่แทบไม่ได้พาออกไปไหนเลย ความจริงคือเชื้อนี้ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสตุ่มน้ำโดยตรง
ถ้าหากคนในครอบครัว พี่เลี้ยง หรือแม้แต่คุณแม่เองเพิ่งไปสัมผัสผู้ป่วยอีสุกอีใสมา แม้จะยังไม่มีอาการ ก็สามารถนำเชื้อมาติดทารกได้ผ่านการอุ้ม การหอม หรือการดูแลใกล้ชิด นอกจากนี้ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ได้รับจากแม่ผ่านทางรกในช่วงตั้งครรภ์ อาจมีไม่เพียงพอหรือหมดไปเร็วในทารกบางคน ทำให้ภูมิคุ้มกันของลูกยังอ่อนแอและรับเชื้อได้ง่าย
สังเกตอย่างไรว่าลูกกำลังเป็นอีสุกอีใส?
อาการเริ่มต้นของทารกมักจะดูคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา ทำให้คุณแม่หลายคนตายใจ ช่วงแรกเด็กๆ อาจจะมีไข้ต่ำๆ งอแง ซึมลง หรือกินนมน้อยลงกว่าปกติ หลังจากนั้นอีกสักพัก ตุ่มน้ำใสๆ ถึงจะเริ่มทยอยปรากฏขึ้นตามผิวหนัง
ลักษณะของผื่นและตุ่มน้ำในทารกจะมีพัฒนาการที่สังเกตได้ดังนี้
- เริ่มต้นจากผื่นแดงราบขนาดเล็ก
- กลายเป็นตุ่มนูนแดง แล้วพัฒนากลายเป็นตุ่มน้ำใสที่มีฐานสีแดงล้อมรอบ
- ตุ่มน้ำจะเริ่มขุ่นขึ้นและแตกออกเป็นสะเก็ดในเวลาต่อมา
- มักจะขึ้นตามลำตัว ใบหน้า หนังศีรษะ ก่อนจะลามไปที่แขนและขา
จุดที่ต้องสังเกตคือ ตุ่มเหล่านี้จะขึ้นมาเป็นระลอกๆ ทำให้ในเวลาเดียวกัน เราอาจจะเห็นทั้งตุ่มแดง ตุ่มน้ำใส และสะเก็ดอยู่บนตัวลูกพร้อมๆกัน ซึ่งแตกต่างจากโรคผิวหนังชนิดอื่น
วิธีดูแลลูกน้อยวัยแบเบาะเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใส
การรักษาโรคอีสุกอีใสในทารกส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ลูกสบายตัวขึ้น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ คุณหมออาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสร่วมด้วยในบางรายเพื่อความปลอดภัย แนวทางดูแลที่บ้านมีดังนี้ครับ
การจัดการไข้และอาการคัน
เมื่อลูกมีไข้ ให้ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ห้ามซื้อยาอื่นๆ ให้เด็กกินเองเด็ดขาด สำหรับอาการคันซึ่งเป็นสิ่งที่ทรมานที่สุดสำหรับเด็กเล็ก ทารกมักจะเกาเองไม่ได้แต่จะร้องกวนและเอาตัวไปถูที่นอน ให้ตัดเล็บให้สั้น ใส่ถุงมือผ้าบางๆ และอาจใช้โลชั่นคาลาไมน์ทาบางๆ เพื่อช่วยลดอาการคันตามคำแนะนำของแพทย์
การรักษาความสะอาดของผิวหนัง
ความเชื่อที่ว่าห้ามอาบน้ำเมื่อเป็นอีสุกอีใสเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ ในทางตรงกันข้าม การรักษาความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน อาบน้ำให้ลูกด้วยน้ำอุ่นธรรมดา ใช้สบู่อ่อนโยน และซับตัวให้แห้งเบาๆ ห้ามถูแรงเด็ดขาด
อาการแบบไหนของทารกที่ต้องรีบพาไปหาหมอด่วน?
แม้โรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่สำหรับทารกแล้วถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
- มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดลงไปแล้ว
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมเลย
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือไอมาก
- บริเวณตุ่มน้ำมีอาการบวมแดงร้อน แดงกระจายกว้าง หรือมีหนองไหลออกมา ซึ่งแสดงว่าเริ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- มีอาการชักเกร็ง
สุดท้ายนี้ อยากฝากคุณแม่ทุกคนว่า แม้โรคอีสุกอีใสในทารกจะเป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยและเครียดอยู่พอสมควร แต่หากสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและดูแลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ลูกน้อยก็จะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้และหายเป็นปกติได้ครับ