ช่วงนี้คุณแม่หลายคนพาเจ้าตัวเล็กมาหาที่คลินิกด้วยความกังวลใจ เพราะสังเกตเห็นผื่นแดงเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นตามตัวลูกน้อย บางคนมีไขุ้มๆ ร่วมด้วย พอกวาดสายตาดูอาการรอบตัวแล้ว ชัดเจนเลยว่าเจ้าตัวน้อยกำลังเผชิญกับโรคอีสุกอีใสในทารก ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ใจหายใจคว่ำไม่น้อย เพราะไม่อยากเห็นลูกรักต้องมานั่งทรมานจากอาการคันยิบๆ และรอยแผลที่อาจทิ้งไว้บนผิวเนียนๆ ของลูก
อีสุกอีใสในเด็กเล็กต่างจากเด็กโตอย่างไร และอันตรายแค่ไหน?
เวลาที่เราพูดถึงอีสุกอีใส หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กทุกคนต้องเป็นตอนอนุบาลหรือประถม แต่พอโรคนี้เกิดขึ้นกับทารกที่มีอายุยังไม่ถึงขวบปี หรือเด็กแรกเกิด มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเจ้าตัวเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงมีสูงกว่าเด็กโต
เชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ตัวการของโรคนี้ สามารถติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลาย หรือการสัมผัสกับตุ่มน้ำโดยตรง ในทารกบางคนถ้าคุณแม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ลูกอาจจะได้ภูมิคุ้มกันผ่านมาทางรกในช่วงสัปดาห์แรกๆ แต่ถ้าแม่ไม่เคยเป็นเลย หรือภูมิคุ้มกันยังไม่ทันส่งต่อ ลูกน้อยก็รับเชื้อเต็มๆ และแสดงอาการออกมาค่อนข้างชัดเจน
แกะรอยอาการ: สังเกตอย่างไรว่าลูกกำลังเป็นอีสุกอีใส?
อาการเริ่มต้นของทารกมักจะดูคล้ายไข้หวัดธรรมดา คือมีไข้ต่ำๆ ซึมลง งอแงมากกว่าปกติ และทานนมน้อยลง ผ่านไปสักวันสองวัน เจ้าตุ่มน้ำใสๆ เม็ดแดงก็จะเริ่มทยอยผุดขึ้นที่บริเวณใบหน้า หนังศีรษะ ลำตัว และลามไปทั่วแขนขา
ความพีคของโรคนี้อยู่ที่ตุ่มน้ำมันจะเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองขุ่น แล้วค่อยๆ แตกออกเป็นแผลถลอก ก่อนจะตกสะเก็ดในที่สุด ในทารก ระยะเวลาที่ตุ่มขึ้นอาจจะนานกว่าเด็กโต และความคันจะทำให้ลูกน้อยนอนไม่หลับ ร้องกวนตลอดคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องอดทนและคอยปลอบประโลมลูกมากเป็นพิเศษ
วิธีดูแลลูกน้อยยามป่วย: ทำอย่างไรให้หายไวและสบายตัวที่สุด?
เมื่อลูกเป็นอีสุกอีใส หลักการดูแลหลักๆ คือการประคับประคองอาการให้ลูกสบายตัวที่สุด รอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อจัดการกับไวรัสด้วยตัวเอง มีข้อปฏิบัติที่ผมมักจะแนะนำคุณพ่อคุณแม่เสมอ ดังนี้ครับ
- จัดการเรื่องไข้ด้วยความระมัดระวัง: หากลูกมีไข้สูง ให้ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามแพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ ห้ามซื้อยากลุ่มอื่นมาให้ลูกทานเองเด็ดขาด
- ตัดเล็บสั้นและใส่ถุงมือ: ป้องกันไม่ให้ลูกเกาจนตุ่มแตก เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนเกิดแผลเป็นลึก
- อาบน้ำทำความสะอาดสม่ำเสมอ: หลายคนเข้าใจผิดว่าห้ามอาบน้ำ ความจริงคืออาบได้ปกติ แต่อาจใช้สบู่อ่อนๆ สำหรับเด็ก และซับตัวให้แห้งเบาๆ ไม่ควรขัดถูแรง
- สวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย: เลือกชุดผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ระบายอากาศได้ดี เพื่อไม่ให้ผิวอับชื้นและลดการเสียดสีกับตุ่มน้ำ
อาการแบบไหนที่แปลว่าอาการหนัก และต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที?
ถึงแม้ส่วนใหญ่ทารกจะหายจากโรคนี้ได้เอง แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
- ไข้สูงต่อเนื่องหลายวันไม่ยอมลด หรือไข้กลับมาสูงอีกรอบหลังจากที่เคยลดไปแล้ว
- ลูกซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมเลย
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือไอมาก
- บริเวณตุ่มน้ำมีอาการบวม แดง ร้อนจัด หรือมีหนองไหลเยิ้ม ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
- มีอาการชักเกร็ง หรือเดินเซควบคุมตัวเองไม่ได้
การป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเล็ก
สำหรับโรคอีสุกอีใส การป้องกันย่อมดีกว่าการมารักษาทีหลัง ในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป แนะนำให้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสตามกำหนด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แม้ในอนาคตถ้าได้รับเชื้อ โอกาสที่จะแสดงอาการรุนแรงก็จะลดลงไปมาก ส่วนในทารกที่ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์ฉีดวัคซีน สิ่งสำคัญคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกไปอยู่ในพื้นที่แออัด หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใสในช่วงเวลานี้ครับ