ช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่เสียงพูดเริ่มเปลี่ยนผ่านจากเสียงเด็กไปสู่เสียงผู้ใหญ่ ตามการเจริญเติบโตของร่างกายและฮอร์โมน แต่ถ้าวันหนึ่งลูกหลานวัยรุ่นของคุณ หรือตัวน้องๆ เอง เริ่มมีอาการเสียงแหบเรื้อรัง พูดแล้วเหนื่อยง่าย หรือเสียงหายไปดื้อๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นหวัด นั่นอาจไม่ใช่แค่เสียงแตกหนุ่มสาวธรรมดา แต่อาจมีภาวะเนื้องอกที่สายเสียงในวัยรุ่นแอบซ่อนอยู่
เสียงแหบแบบไหนที่ควรระวังและไม่ใช่แค่เรื่องหวัดทั่วไป
เวลาที่เราเป็นหวัดหรือเจ็บคอ กล่องเสียงจะบวม ทำให้เสียงแหบได้ชั่วคราว ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะหายไปเองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์เมื่อหายป่วย แต่ถ้าอาการเสียงแหบนี้เป็นต่อเนื่องยาวนานเกินสองสัปดาห์ขึ้นไป โดยไม่มีไข้ ไม่มีอาการเจ็บคอร่วมด้วย และเสียงไม่ยอมกลับมาใสเหมือนเดิม นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญที่หมออยากให้ลองสังเกต เพราะสายเสียงอาจกำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือผ่านความผิดปกติที่คุณกำลังเผชิญอยู่
หน้าตาและชนิดของเนื้องอกที่พบบ่อยในวัยรุ่น
เมื่อพูดถึงคำว่าเนื้องอก หลายคนมักจะตกใจและกังวลไปไกลถึงโรคร้ายแรง แต่ความจริงแล้ว เนื้องอกที่พบบ่อยบริเวณสายเสียงในเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นก้อนเนื้อชนิดไม่ร้ายแรง ซึ่งเกิดจากการใช้งานเสียงที่ผิดวิธีหรือพฤติกรรมบางอย่าง โดยชนิดที่หมอตรวจพบได้บ่อยมีดังนี้
- ตุ่มที่สายเสียงหรือปุ่มกระแทก: เกิดจากการใช้เสียงดังเกินไปบ่อยๆ จนสายเสียงกระแทกกันแรงและเกิดเป็นแผลเรื้อรัง
- ติ่งเนื้อที่สายเสียง: มักเกิดจากการใช้เสียงผิดวิธีแบบฉับพลัน เช่น การตะโกนเชียร์กีฬาอย่างหนักในวันเดียว
- ถุงน้ำที่สายเสียง: เกิดจากการอุดตันของต่อมผลิตเมือกบริเวณสายเสียง ทำให้มีถุงน้ำนูนขึ้นมาขัดขวางการปิดของสายเสียง
สาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นเสียงพังและเกิดก้อนที่สายเสียง
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของวัยรุ่นนี่แหละคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาที่สายเสียง ลองเช็คดูว่าตัวเราหรือคนใกล้ตัวมีพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยแค่ไหน
- การะโกนคุยกันแข่งกับเสียงเพลงดังๆ ในงานคอนเสิร์ตหรือสถานบันเทิง
- การใช้เสียงกรีดร้องหรือเชียร์กีฬาด้วยความตื่นเต้น
- การพูดคุยเป็นเวลานานโดยไม่พักเสียง เช่น การเป็นนักโต้วาที หรือการไลฟ์สตรีมเกมติดต่อกันหลายชั่วโมง
- การสูบบุหรี่หรือการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสารเคมีและความร้อนจะไปทำลายเยื่อบุสายเสียงโดยตรง
- โรคกรดไหลย้อนที่มักเกิดขึ้นตอนกลางคืน กรดในกระเพาะจะไหลย้อนขึ้นมาเผาผลาญเยื่อบุกล่องเสียงและสายเสียง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง
หมอตรวจวินิจฉัยสายเสียงอย่างไรบ้าง
เวลาที่มาพบหมอด้วยอาการเสียงแหบ เราจะไม่ใช้แค่ไม้กดลิ้นดูคอแบบธรรมดาแน่นอนครับ เพราะสายเสียงอยู่ลึกเข้าไปในกล่องเสียง วิธีการตรวจที่ได้มาตรฐานและเห็นชัดเจนที่สุดคือการส่องกล้องตรวจสายเสียง ซึ่งมีทั้งแบบส่องผ่านทางจมูกและทางปาก กล้องนี้จะมีขนาดเล็กมากและมีไฟส่องสว่าง ทำให้หมอเห็นความผิดปกติบนผิวของสายเสียง การสั่นสะเทือน รวมถึงขนาดของก้อนเนื้องอกได้อย่างชัดเจน ใช้เวลาตรวจเพียงไม่กี่นาทีและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
วิธีรักษาเมื่อเจอเนื้องอกที่สายเสียง
การรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และผลกระทบที่มีต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยแบ่งเป็นแนวทางหลักๆ ดังนี้
- การพักการใช้เสียงและการปรับพฤติกรรม: ในก้อนเนื้อขนาดเล็ก หมอจะแนะนำให้งดการพูดคุยเสียงดัง งดการกระซิบ (เพราะการกระซิบทำให้สายเสียงตึงเกร็งมากกว่าการพูดปกติ) ร่วมกับการรักษาโรคกรดไหลย้อนหากพบว่าเป็นสาเหตุร่วม
- การฝึกออกเสียงกับนักอรรถบำบัด: เพื่อเรียนรู้วิธีการใช้เสียงที่ถูกต้องจากกะบังลมโดยไม่ไปบีบเกร็งที่ลำคอ
- การผ่าตัดเล็กส่องกล่องเสียง: หากก้อนมีขนาดใหญ่หรือรักษาด้วยยาและการพักเสียงแล้วไม่ดีขึ้น หมอจะต้องทำการผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์เพื่อตัดก้อนเนื้อออกอย่างนุ่มนวลโดยไม่ให้เกิดแผลเป็นที่สายเสียง
ดูแลเสียงอย่างไรไม่ให้เนื้องอกกลับมากวนใจ
หลังจากผ่านการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการพักเสียงหรือการผ่าตัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับพฤติกรรมการใช้เสียงในชีวิตประจำวัน ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเพื่อให้สายเสียงชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงการไอหรือกระแอมบ่อยๆ เพราะจะทำให้สายเสียงกระแทกกันแรง หากจำเป็นต้องใช้เสียงนานๆ ควรมีช่วงพักเสียงเป็นระยะ และที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงบุหรี่และควันทุกชนิด เพื่อปกป้องสายเสียงคู่สวยให้อยู่กับเราไปนานๆ