ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สมองเรียนรู้ที่จะสู้หรือหนีตั้งแต่ตอนไหน

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมบางคนถึงรับมือกับสถานการณ์กดดันได้ดี ในขณะที่บางคนกลับรู้สึกวิตกกังวลได้ง่ายเหลือเกิน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัยใจคอ แต่เป็นเรื่องของ ผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองในส่วนการตอบสนองต่อความเครียด ที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่วัยเด็ก สมองของเด็กเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ดูดซับสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า อะมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือนภัยของร่างกาย หากเด็กต้องเผชิญกับความเครียดรุนแรงหรือเรื้อรัง สมองส่วนนี้จะทำงานหนักเกินไปจนกลายเป็นเครื่องตรวจจับอันตรายที่ไวต่อสิ่งเร้ามากเกินความจำเป็น

กลไกสมองเมื่อต้องรับมือกับความกดดันในชีวิตประจำวัน

ในสภาวะปกติ เมื่อเราเจอเรื่องตึงเครียด สมองส่วนหน้าจะทำหน้าที่ประมวลผลและหาทางออกอย่างมีเหตุผล แต่หากสมองส่วนการตอบสนองต่อความเครียดถูกกระตุ้นบ่อยครั้งจนทำงานผิดเพี้ยนไป การเชื่อมต่อระหว่างสมองส่วนคิดและสมองส่วนอารมณ์จะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคือเมื่อเจอปัญหาเพียงเล็กน้อย ร่างกายอาจสั่งการให้สู้หรือหนีทันทีโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพจิตและวิถีชีวิตในระยะยาว

ความเครียดสะสมเปลี่ยนโครงสร้างสมองได้จริงหรือ

การวิจัยทางประสาทวิทยาพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ความเครียดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในวัยเด็ก สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมองได้จริง สมองจะปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายสูงกว่าคนปกติอยู่เสมอ ซึ่งส่งผลเสียในหลายด้าน ดังนี้

  • การควบคุมอารมณ์ทำได้ยากขึ้น มักจะหงุดหงิดหรือโกรธง่าย
  • ความสามารถในการจดจำและสมาธิลดลง เพราะสมองมัวแต่พะวงกับความปลอดภัย
  • ร่างกายเหนื่อยล้าสะสมจากระบบที่ทำงานหนักเกินไป

สัญญาณเตือนที่บอกว่าเรากำลังตอบสนองต่อความเครียดผิดวิธี

หากสังเกตว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมักจะมีปฏิกิริยารุนแรงเกินกว่าเหตุเมื่อเจอเรื่องท้าทาย หรือมีอาการทางกาย เช่น ปวดหัวเรื้อรัง นอนไม่หลับ หรือใจสั่นบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ นี่อาจเป็นสัญญาณว่าสมองส่วนตอบสนองต่อความเครียดทำงานหนักเกินไปจากการสะสมในอดีต การรู้เท่าทันกลไกเหล่านี้ถือเป็นก้าวแรกของการปรับจูนสมองให้กลับมาทำงานได้อย่างสมดุล

ปรับเปลี่ยนการตอบสนองเพื่อสมองที่ผ่อนคลายขึ้น

โชคดีที่สมองของมนุษย์มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนตัวเอง หรือที่เรียกว่า Neuroplasticity เราสามารถฝึกฝนสมองใหม่ได้ผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การฝึกสติ การหายใจลึกๆ เพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคง สิ่งเหล่านี้ช่วยลดการทำงานของสมองส่วนที่ตื่นตระหนก และเพิ่มประสิทธิภาพให้สมองส่วนหน้าได้กลับมาทำหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจอย่างมีสติอีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down