เวลาเห็นคนใกล้ตัวเวลามีความรักแล้วทำท่าเหมือนจะไปได้ดี แต่พอเริ่มสนิทกันมากๆ กลับทำตัวถอยห่าง ทำกำแพงสูงลิ่วใส่ หรือเลือกที่จะเดินหนีปัญหาเงียบๆ แทนที่จะคุยกันให้รู้เรื่อง หลายคนอาจจะเผลอคิดไปว่าเขาเป็นคนไร้ความรู้สึก หรือไม่อยากผูกพันกับใครจริงจัง แต่ในมุมมองของจิตแพทย์และหมอที่นั่งฟังเรื่องราวความสัมพันธ์ในห้องตรวจมาเยอะ เรื่องนี้มีรากฐานลึกซึ้งกว่านั้นมาก
ในทางจิตวิทยา เราเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่ารูปแบบความผูกพันแบบไม่มั่นคงและหลีกเลี่ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการสร้างความสัมพันธ์ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เด็ก และส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงชีวิตคู่ในวัยผู้ใหญ่ วันนี้หมออยากชวนมาทำความเข้าใจลึกซึ้งกันว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงเลือกที่จะใช้วิธีถอยหนี แทนที่จะเข้าไปแก้ปัญหาความรัก
รูปแบบความผูกพันแบบไม่มั่นคงและหลีกเลี่ยง คืออะไรในมุมมองจิตวิทยา
อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ความผูกพันก็เหมือนกับแบตเตอรี่สำรองทางอารมณ์ที่เรามีติดตัว ซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เรายังเป็นเด็กทารก หากตอนเด็กๆ ร้องไห้แล้วมีพ่อแม่คอยอุ้มชู ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ได้อย่างสม่ำเสมอ เราจะเติบโตมาพร้อมกับความเชื่อใจว่าโลกใบนี้ปลอดภัย และคนอื่นพึ่งพาได้
แต่สำหรับคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ผู้เลี้ยงดูอาจจะเย็นชา ปฏิเสธความรู้สึก หรือคาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อไหร่เขาจะใส่ใจ เด็กกลุ่มนี้จะเรียนรู้บทเรียนราคาแพงว่า การพึ่งพาคนอื่นเป็นเรื่องอันตราย วิธีเอาตัวรอดที่ดีที่สุดคือการพึ่งพาตัวเอง และอย่าไปผูกพันกับใครลึกซึ้ง เพราะสุดท้ายก็อาจจะต้องผิดหวังหรือถูกทอดทิ้งอยู่ดี
สัญญาณเตือนที่บอกว่าเราหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่
คนที่มีรูปแบบความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง มักจะมีรูปแบบพฤติกรรมที่สังเกตได้ค่อนข้างชัดเจนในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเองหรือคนที่กำลังคบหากันอยู่
- กลัวความใกล้ชิดสนิทสนมเกินไป: เมื่อความสัมพันธ์เริ่มพัฒนาไปสู่ขั้นที่ลึกซึ้งขึ้น เช่น เริ่มคุยเรื่องอนาคต หรือเริ่มเปิดเผยความรู้สึกภายในใจลึกๆ เขาจะรู้สึกอึดอัดและหาทางถอยห่างทันที
- ชอบเก็บความรู้สึกและแก้ปัญหาคนเดียว: เวลาเจอเรื่องเครียดหรือปัญหาชีวิต เขาจะไม่ค่อยยอมเล่าให้ใครฟัง เลือกที่จะเก็บตัวเงียบๆ และจัดการเอง เพราะคิดว่าการแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็นคือความพ่ายแพ้
- ตัดความสัมพันธ์เก่งและรวดเร็ว: หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แทนที่จะหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาทางออก เขามักจะเลือกเงียบหาย บล็อกการติดต่อ หรือหาข้ออ้างเลิกราเพื่อตัดปัญหาไปเลย
- ให้คุณค่ากับอิสระและความเป็นส่วนตัวสูงมาก: พื้นที่ส่วน รูปแบบความผูกพันแบบไม่มั่นคงและหลีกเลี่ยง มักถูกมองว่าเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายจิตใจได้ง่ายๆ
ผลกระทบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงความเย็นชา
ภายนอกคนกลุ่มนี้อาจจะดูเหมือนเข้มแข็ง ไม่แคร์ใคร และมีความสุขดีกับการอยู่คนเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลึกๆ ข้างในพวกเขาก็มีความต้องการความรัก ความอบอุ่น และการเป็นที่ยอมรับเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป
ความขัดแย้งในใจนี้นี่เองที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เพราะในขณะที่ใจหนึ่งโหยหาความใกล้ชิด แต่อีกใจหนึ่งกลับหวาดกลัวความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้ง ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่วนลูป คบๆ เลิกๆ หรือการไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวให้ยั่งยืนได้เลย ซึ่งสร้างความโดดเดี่ยวในระยะยาวให้กับตัวเขาเองอย่างเงียบๆ
เราจะปรับเปลี่ยนและเยียวยารูปแบบความผูกพันนี้ได้อย่างไร
ข่าวดีคือ รูปแบบความผูกพันไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมที่แก้ไม่ได้ มันเป็นแค่โปรแกรมความคิดที่ถูกเขียนขึ้นในวัยเด็ก และโปรแกรมนี้สามารถเขียนทับใหม่ได้เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่
1. เริ่มจากการตระหนักรู้และยอมรับ
ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการหันกลับมาสังเกตตัวเอง เวลาที่รู้สึกอยากหนี อยากบล็อก หรืออยากตัดความสัมพันธ์ ให้ลองหยุดคิดสักนิดแล้วถามตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังหนีปัญหาจริงๆ หรือเราแค่กำลังกลัวความใกล้ชิดกันแน่
2. ค่อยๆ เปิดใจรับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
สำหรับคนที่มีแฟนเป็นคนรูปแบบหลีกเลี่ยง สิ่งสำคัญคือความเข้าใจและความอดทน อย่าไปกดดันให้เขาต้องเปิดใจเร็วเกินไป เพราะยิ่งเราพังกำแพงเขาแรงเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งถอยหนีลึกเข้าไปในถ้ำของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น การให้พื้นที่และความรู้สึกปลอดภัยจะช่วยให้เขากล้าที่จะเปิดใจทีละนิด
3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
ในหลายๆ ครั้ง แผลใจในวัยเด็กหรือปมความผูกพันที่ฝังรากลึก อาจต้องอาศัยกระบวนการทางจิตบำบัด เพื่อช่วยรื้อถอนความเชื่อผิดๆ ที่มีต่อความสัมพันธ์ และสร้างมุมมองใหม่ที่ปลอดภัยต่อการรักและถูกรัก
ความรักไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และการพึ่งพาคนอื่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะอ่อนแอเสมอไป การทำความเข้าใจตัวเองและคนข้างกายในเรื่องรูปแบบความผูกพันนี้ จะช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและมีความสุขในระยะยาวได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน