เวลาที่เรานึกถึงโรคตับ หลายคนมักจะนึกถึงภาพของคนไข้ที่เป็นโรคตับแข็งระยะสุดท้าย ท้องมาน หรือตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โรคตับไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลาสะสมความเสียหายมานานหลายปี โดยเริ่มจากตับอักเสบ กลายเป็นพังผืดทีละน้อย จนกระทั่งเนื้อตับแข็งตัวและสูญเสียการทำงานไปในที่สุด คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้ตับของเราเริ่มมีพังผืดก่อตัวขึ้นแล้วหรือยัง?
ในอดีต แพทย์จะต้องใช้วิธีเจาะชิ้นเนื้อตับไปตรวจ ซึ่งแม้จะแม่นยำแต่ก็สร้างความเจ็บปวดและมีความเสี่ยง ทำให้คนไข้หลายคนกลัวและหลีกเลี่ยงการตรวจ แต่ในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่เรียกว่า การตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับเพ (หรือเครื่อง FibroScan) เข้ามาช่วยให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และไม่ต้องเจ็บตัวเลยแม้แต่น้อย
ตับนิ่มหรือตับแข็ง ดูจากความยืดหยุ่นได้อย่างไร?
หลักการทำงานของการตรวจนี้เข้าใจง่ายมากครับ ลองจินตนาการถึงฟองน้ำล้างจานดู หากฟองน้ำยังใหม่และชื้นอยู่ เนื้อจะนิ่มและยืดหยุ่นดี แต่ถ้าฟองน้ำเก่า ตากแดดจนแห้งกรอบ มันจะแข็งกระด้างและกดไม่ลง ตับของมนุษย์เราก็มีลักษณะคล้ายกันครับ
เมื่อตับเกิดการอักเสบเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นจากไขมันพอกตับ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือไวรัสตับอักเสบ ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นขึ้นมา ซึ่งก็คือพังผืด ยิ่งมีพังผืดมากเท่าไหร่ เนื้อตับก็จะยิ่งมีความแข็งมากขึ้นและสูญเสียความยืดหยุ่น เครื่องตรวจนี้จะส่งคลื่นเสียงความถี่จำเพาะเข้าไปกระทบกับตับ แล้ววัดความเร็วสะท้อนกลับมาคำนวณเป็นค่าความแข็ง ทำให้เราเห็นสภาพเนื้อตับข้างในได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือเจาะเลือดเลย
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจนี้โดยด่วน?
หลายคนชอบคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี ไม่มีอาการอะไรคงไม่เป็นโรคตับ แต่ความจริงคือตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก ต่อให้เริ่มมีพังผืดสะสมแล้ว ตับก็ยังทำงานต่อได้และไม่ส่งสัญญาณเตือนใดๆ จนกว่าจะเสียหายไปมากกว่าครึ่ง กลุ่มคนที่ควรให้ความสำคัญกับการตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับได้แก่
- ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจากการทานอาหารหวานมัน หรือมีภาวะอ้วนลงพุง
- คนที่ตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่าค่าเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติ
- ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือดื่มมาเป็นเวลานาน
- ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
- ผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำซึ่งอาจมีผลต่อตับ
ขั้นตอนการตรวจเช็กความยืดหยุ่นตับเจ็บไหม ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
นี่เป็นคำถามที่คนไข้ถามบ่อยที่สุดเวลาเดินเข้ามาที่ห้องตรวจ ขอยืนยันตรงนี้เลยว่า ไม่เจ็บเลยครับ การตรวจนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับการทำอัลตราซาวนด์ทั่วไปเท่านั้นเอง
ในวันตรวจ แพทย์จะให้คุณนอนราบแล้วยกแขนขวาขึ้นเพื่อให้ซี่โครงขยาย จากนั้นจะทาเจลเย็นๆ บริเวณชายโครงด้านขวา แล้วใช้หัวตรวจคล้ายปากกาขนาดใหญ่วางแนบเบาๆ เครื่องจะส่งคลื่นความสั่นสะเทือนเบาๆ เข้าไป ใช้เวลาตรวจทั้งหมดไม่เกิน 5 ถึง 10 นาทีเท่านั้น ไม่มีแผล ไม่ต้องนอนพักฟื้น ตรวจเสร็จสามารถกลับบ้านหรือไปทำงานต่อได้ทันที
ข้อปฏิบัติก่อนเดินเข้าห้องตรวจตับ
เพื่อให้ได้ค่าการตรวจที่แม่นยำที่สุด มีข้อแนะนำง่ายๆ เพียงข้อเดียวคือ ควรงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนมารับการตรวจครับ เหตุผลเพราะหลังมื้ออาหาร เลือดจะไหลเวียนมาที่ตับและทางเดินอาหารค่อนข้างมาก ทำให้ตับมีการขยายตัวและอาจทำให้ค่าความยืดหยุ่นที่วัดได้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
อ่านผลตรวจอย่างไร เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มกังวล?
หลังจากตรวจเสร็จ แพทย์จะเป็นผู้อ่านผลและอธิบายให้ฟังทันที โดยผลลัพธ์จะออกมาเป็นตัวเลขหน่วยกิโลปาสคาล (kPa) ซึ่งแพทย์จะนำมาประเมินร่วมกับประวัติสุขภาพอื่นๆ
หากผลตรวจออกมาว่าเนื้อตับมีความนิ่มในเกณฑ์ปกติ แปลว่าตับยังสุขภาพดี แต่ถ้าค่าความแข็งเริ่มสูงขึ้น นั่นคือสัญญาณเตือนภัยจากร่างกายว่า เริ่มมีภาวะพังผืดในตับแล้ว ข่าวดีก็คือ ในระยะที่ยังเป็นพังผืดหรือตับแข็งระยะเริ่มต้น หากเราหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร งดแอลกอฮอล์ และรักษาโรคประจำตัวอย่างจริงจัง เนื้อตับสามารถฟื้นตัวและลดความรุนแรงลงได้ ตับมีความสามารถในการเยียวยาตัวเองสูงมาก ขอแค่เราเริ่มตรวจพบและดูแลเขาก่อนที่จะสายเกินไป