ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ใครๆ ก็คงเคยได้ยินชื่อ "ไวรัสตับอักเสบ" กันมาบ้างใช่ไหม ฟังแล้วก็น่ากังวลไม่น้อย เพราะตับเป็นอวัยวะสำคัญของเราที่ทำงานหนักตลอดเวลา หลายคนอาจจะเคยฉีดวัคซีนป้องกัน หรือบางคนอาจจะมีคนใกล้ตัวเคยป่วย แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วไวรัสตับอักเสบเอคืออะไรกันแน่ และเจ้าเชื้อร้ายตัวนี้มันเข้ามาทำอะไรกับร่างกายของเราได้บ้าง? วันนี้หมอจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับไวรัสตับอักเสบเอแบบเจาะลึก ตั้งแต่คำจำกัดความไปจนถึงกลไกที่มันเข้ามาโจมตีตับของเรากันเลย

รู้จักไวรัสตับอักเสบเอ: มันคืออะไร แล้วสำคัญยังไง?

ก่อนอื่นเลย มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า "ไวรัสตับอักเสบเอ" หรือ Hepatitis A (HAV) ที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ นี้ แท้จริงแล้วมันคือการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันในตับของเรานั่นเอง

ความน่าสนใจของไวรัสตับอักเสบเอคือมันมักจะหายได้เองโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหรือกลายเป็นโรคตับเรื้อรังเหมือนไวรัสตับอักเสบบีหรือซี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่น่ากลัวนะ เพราะตอนที่กำลังป่วย ร่างกายเราก็จะอ่อนเพลียมาก และอาจมีอาการอื่นๆ ที่รบกวนชีวิตประจำวันไม่น้อยเลย

เจ้าไวรัสตัวนี้หน้าตาเป็นยังไง? (รู้จักไวรัส HAV)

ตัวการสำคัญของโรคนี้คือเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Hepatitis A virus หรือ HAV ซึ่งจัดอยู่ในตระกูล Picornaviridae เป็นไวรัสชนิด RNA ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว แต่ความสามารถในการก่อโรคไม่เล็กตามขนาดเลย

แล้วไวรัสตับอักเสบเอเข้ามาในร่างกายเราได้ยังไง? ช่องทางติดเชื้อที่ควรรู้

นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่แล้วจะติดต่อกันผ่านทาง "ปากสู่ก้น" (fecal-oral route) ฟังดูอาจจะงงๆ แต่หลักการก็คือเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วย สามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายๆ หากสุขอนามัยไม่ดีพอ

ตัวอย่างช่องทางที่ไวรัสเดินทางถึงเรา:
  • อาหารและน้ำดื่มปนเปื้อน: การรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่สัมผัสกับมือของผู้ปรุงที่ไม่ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำ
  • การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย: หากคนในครอบครัวหรือผู้ดูแลผู้ป่วยไม่รักษาสุขอนามัยที่ดีพอ เชื้อก็สามารถแพร่จากมือไปสู่ปากได้
  • อาหารทะเลดิบ: หอยนางรม หอยแมลงภู่ หรืออาหารทะเลอื่นๆ ที่จับจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ อาจเป็นแหล่งสะสมของไวรัสชั้นดี

เกิดอะไรขึ้นเมื่อไวรัส HAV เข้าไปในตับของเรา? (กลไกพยาธิกำเนิดแบบเจาะลึก)

มาถึงส่วนที่หลายคนอยากรู้ นั่นก็คือเมื่อเจ้าไวรัสตัวนี้เล็ดลอดเข้ามาในร่างกายของเราได้แล้ว มันจะไปทำอะไรกับตับของเราบ้าง? กระบวนการนี้ทางการแพทย์เรียกว่า "พยาธิกำเนิด" ซึ่งก็คือกลไกการเกิดโรคนั่นเอง

เมื่อเรากินหรือดื่มอาหาร/น้ำที่มีเชื้อไวรัส HAV ปนเปื้อนเข้าไป ไวรัสจะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ จากนั้นจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด

เลือดที่มีไวรัสก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย และเป้าหมายหลักของเจ้า HAV ก็คือ "ตับ" ของเรานั่นเอง โดยเฉพาะเซลล์ตับ (hepatocytes)

เมื่อถึงตับแล้ว ไวรัสจะทำอะไร?

  • บุกรุกเซลล์ตับ: ไวรัสจะเข้าไปในเซลล์ตับ และเริ่มใช้กลไกของเซลล์ตับในการจำลองตัวเองเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน: สิ่งที่น่าสนใจคือ โดยตัวของไวรัสเองไม่ได้ทำลายเซลล์ตับโดยตรง แต่เป็น "ระบบภูมิคุ้มกัน" ของร่างกายเราเองต่างหากที่ออกโรงปกป้อง! เมื่อภูมิคุ้มกันตรวจจับเจอว่ามีเซลล์ตับติดเชื้อ ก็จะส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดพิเศษ (เช่น cytotoxic T lymphocytes) เข้ามาจัดการกับเซลล์ตับที่ติดเชื้อนั้น เพื่อหยุดการแพร่กระจายของไวรัส นี่แหละคือสาเหตุหลักของการอักเสบและเสียหายของตับ
  • การปล่อยไวรัสออกไป: หลังจากจำลองตัวเองได้มากพอ ไวรัสใหม่ๆ ก็จะถูกปล่อยออกจากเซลล์ตับเข้าสู่ท่อน้ำดี และสุดท้ายก็จะถูกขับออกมากับอุจจาระของผู้ป่วย เพื่อรอแพร่กระจายไปสู่คนอื่นๆ ต่อไป

อาการป่วยที่ตามมา: ทำไมถึงเหลือง แล้วทำไมถึงอ่อนเพลีย?

จากกลไกข้างต้น เมื่อตับเกิดการอักเสบและทำงานได้ไม่เต็มที่ ก็จะส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ตามมา โดยทั่วไปแล้วหลังจากรับเชื้อไป อาจใช้เวลา 2-6 สัปดาห์กว่าอาการจะเริ่มปรากฏ

อาการที่พบบ่อย:
  • อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร: เป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วงแรกๆ คล้ายไข้หวัดใหญ่ เพราะตับกำลังทำงานหนักและร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อ
  • ไข้ต่ำๆ ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา: แสดงถึงการอักเสบของตับ
  • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด: เกิดจากการที่ตับไม่สามารถขับสารสีเหลืองที่เรียกว่า "บิลิรูบิน" (bilirubin) ออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้บิลิรูบินไปสะสมในกระแสเลือดและถูกขับออกทางปัสสาวะ ส่วนอุจจาระที่ซีดเกิดจากการที่ไม่มีน้ำดีไปช่วยย่อยไขมัน
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน): นี่คืออาการเด่นที่บ่งบอกว่าตับทำงานผิดปกติอย่างชัดเจน บิลิรูบินที่สะสมในเลือดจะไปแสดงออกที่ผิวหนังและตา ทำให้ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

โชคดีที่ไวรัสตับอักเสบเอมักไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันในคนทั่วไป และส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน โดยไม่มีเชื้อหลงเหลือในร่างกายไปตลอดชีวิตเหมือนไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ

เห็นไหมว่าแค่ไวรัสตัวเล็กๆ ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อร่างกายเราได้ไม่น้อยเลย การเข้าใจทั้งคำจำกัดความและกลไกพยาธิกำเนิดของไวรัสตับอักเสบเอจะช่วยให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโรคนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาดปรุงสุก หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาเรื่องวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ก็สามารถเข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกได้เสมอ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down