ช่วงนี้ถ้าใครมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรงแบบไม่ทันตั้งตัว ตามด้วยท้องเสียเป็นน้ำจนแทบไม่มีแรงลุกจากเตียง อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแค่โรคอาหารเป็นพิษธรรมดา เพราะคุณอาจกำลังเผชิญหน้ากับเจ้าไวรัสตัวจิ๋วแต่วายร้ายที่มีชื่อว่า โนโรไวรัส อยู่ครับ
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้โรคนี้อยู่เรื่อยๆ ผมบอกเลยว่าเจ้าเชื้อตัวนี้ติดต่อง่ายมากและแพร่ระบาดได้รวดเร็วสุดๆ ในครอบครัวหรือสถานที่ทำงาน วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับเจ้า โนโรไวรัส ตัวนี้ให้มากขึ้น พร้อมวิธีรับมือเวลาที่คนในบ้านโดนแจ็คพอตติดเชื้อนี้ขึ้นมาครับ
รู้จักหน้าค่าตา โนโรไวรัส เชื้อโรคจอมอึดที่แพร่กระจายไวมาก
การติดเชื้อโนโรไวรัส ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ มันคือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะอาหาร and ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ความน่ากลัวของมันคือ ต่อให้มีเชื้อนี้หลงเหลืออยู่แค่หลักสิบคู่ ก็เพียงพอที่จะทำให้คนแข็งแรงล้มป่วยได้แล้ว
เชื้อตัวนี้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมมาก อยู่บนพื้นผิวโต๊ะ ลูกบิดประตู หรือแม้แต่ในน้ำที่ผ่านการคลอรีนอ่อนๆ ได้สบายๆ แถมยังไม่ตายง่ายๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ล้างมือทั่วไปเสียด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเชื้อนี้ถึงระบาดเป็นกลุ่มก้อนได้ง่ายตามโรงเรียน โรงแรม หรือเรือสำราญ
รับเชื้อเข้ามาได้อย่างไร? เช็คเส้นทางที่โนโรไวรัสแอบลักลอบเข้าสู่ร่างกาย
หลายคนสงสัยว่าไปกินอะไรมาถึงติดเชื้อนี้ได้ คำตอบคือมันเข้าสู่ร่างกายเราได้ง่ายกว่าที่คิดผ่านช่องทางเหล่านี้ครับ
- อาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด: โดยเฉพาะอาหารทะเลสดๆ หอยนางรม หรือผักผลไม้ล้างไม่สะอาดที่มีเชื้อปนเปื้อน
- การสัมผัสโดยตรง: ไปสัมผัสกับอุจจาระหรืออาเจียนของผู้ป่วย แล้วเผลอนำมือเข้าปาก
- สัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อ: จับโดนลูกบิดประตู ราวบันได หรือข้าวของเครื่องใช้ที่ผู้ป่วยจับแล้วมาขยี้ตาหรือหยิบของกินเข้าปาก
อาการแบบไหนที่ฟันธงได้เลยว่าโดนโนโรไวรัสเล่นงานแล้ว
ถ้าคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้หลังจากกินอาหารสงสัย ภายใน 12 ถึง 48 ชั่วโมง ให้สงสัยเจ้าไวรัสตัวนี้ไว้ก่อนเลยครับ
- คลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กมักจะอาเจียนเก่งมาก
- ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำเหลวๆ หลายครั้งต่อวัน
- ปวดท้องเกร็งและปวดบิดอย่างรุนแรง
- มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัวร่วมด้วย
- รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรงเพราะสูญเสียเกลือแร่
ข่าวดีคือ โดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายได้เองภายใน 2 ถึง 3 วัน แต่ความน่ากลัวอยู่ที่ภาวะแทรกซ้อนจากการขาดน้ำครับ
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้านเมื่อป่วยเป็นโนโรไวรัส
เนื่องจากการติดเชื้อโนโรไวรัสไม่มีขาวยาฆ่าเชื้อจำเพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วที่สุดครับ
- จิบเกลือแร่ ORS บ่อยๆ: สำคัญที่สุดคือการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไปจากการอาเจียนและท้องเสีย ให้จิบทีละน้อยแต่จิบเรื่อยๆ ห้ามดื่มทีเดียวหมดขวดเพราะจะกระตุ้นให้อาเจียนหนักกว่าเดิม
- กินอาหารอ่อนย่อยง่าย: เมื่อเริ่มอาเจียนน้อยลง ให้เริ่มกินอาหารรสจืด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือซุปใส หลีกเลี่ยงนม เนย อาหารมันๆ และอาหารรสจัดชั่วคราว
- พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับให้เต็มที่เพื่อให้ภูมิคุ้มกันได้ทำงานเต็มที่
สัญญาณเตือนอันตรายแบบไหนที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลด่วน
แม้โรคนี้ส่วนใหญ่จะหายเองได้ แต่ถ้าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ครับ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบอาการเหล่านี้
- อาเจียนหรือท้องเสียไม่หยุดจนไม่สามารถกินน้ำหรือเกลือแร่ได้เลย
- มีอาการขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งมาก กระหายน้ำตลอดเวลา ปัสสาวะไม่ออกเลยหรือเป็นสีเข้มจัดหลายชั่วโมง หน้ามืดวิงเวียนเวลาลุกยืน
- ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน
- มีไข้สูงร่วมด้วย
เกราะป้องกันชั้นดี วิธีตัดวงจรการแพร่กระจายของโนโรไวรัส
เนื่องจากเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโนโรไวรัสได้ไม่ดีนัก วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันคือการรักษาความสะอาดขั้นสุดครับ
- ล้างมือให้ถูกวิธี: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 20 วินาที ทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ: เลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ด้วยความร้อน หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
- ทำความสะอาดพื้นผิว: หากมีคนในบ้านป่วย ให้ใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจางเช็ดทำความสะอาดห้องน้ำ ลูกบิดประตู และบริเวณที่ผู้ป่วยสัมผัสบ่อยๆ
- แยกของใช้: แยกช้อนส้อมและผ้าเช็ดตัว ไม่ใช้ร่วมกับผู้ป่วยเด็ดขาดจนกว่าจะหายดี
การเข้าใจธรรมชาติของการติดเชื้อโนโรไวรัสจะช่วยให้เราไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไปเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้เป็นนิสัย แค่นี้ก็ช่วยให้เราและคนในครอบครัวรอดพ้นจากเงื้อมมือเจ้าไวรัสตัวนี้ไปได้แล้วครับ