เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาหาหมอด้วยเรื่องโรคภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้อากาศ หอบหืด หรือแพ้อาหาร คำถามยอดฮิตที่หมอได้ยินบ่อยที่สุดคือ โรคนี้จะติดตัวเขาไปจนโตเลยไหม หรือลูกจะหายจากอาการแพ้ได้เองหรือเปล่า
ในฐานะหมอเด็กและคนดูแลครอบครัว บอกได้เลยว่าข่าวดีมีอยู่เสมอ เพราะเด็กหลายคนมีระบบภูมิคุ้มกันที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นตามวัย อาการแพ้หลายอย่างจึงดีขึ้นหรือหายไปได้เอง แต่ก็มีบางกรณีที่ยังต้องดูแลต่อเนื่อง การทำความเข้าใจเรื่องการตรวจติดตามอาการและการประเมินซ้ำโรคภูมิแพ้เมื่อเด็กโตขึ้น จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราวางแผนดูแลลูกได้อย่างแม่นยำ ไม่ตื่นตระหนก และไม่จำกัดการใช้ชีวิตของเด็กโดยไม่จำเป็น
ภูมิแพ้ในเด็กโตขึ้นแล้วหายได้จริงหรือ? มาทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคกัน
โรคภูมิแพ้ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ครับ ร่างกายของเด็กมีการเติบโต ระบบภูมิคุ้มกันก็เช่นกัน ธรรมชาติของโรคภูมิแพ้ในเด็กมักมีเส้นทางที่เรียกว่า Allergic March หรือพัฒนาการของโรคภูมิแพ้
เด็กบางคนเริ่มจากผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบตั้งแต่แบเบาะ พอโตขึ้นหน่อยกลายเป็นแพ้อาหาร และอาจพัฒนาไปเป็นแพ้อากาศหรือหอบหืดในวัยเรียน แต่ในทางกลับกัน อาหารบางชนิดที่เด็กเคยแพ้อย่างรุนแรงตอนเป็นทารก เช่น นมวัว ไข่ หรือถั่วเหลือง เมื่อลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันเติบโตแข็งแรงขึ้น เด็กส่วนใหญ่สามารถกลับมาทานอาหารเหล่านี้ได้ตามปกติเมื่ออายุเข้าสู่วัยเรียน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงปล่อยให้เด็กทนแพ้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ตรวจติดตามไม่ได้ และในทางกลับกัน เราก็ไม่ควรจำกัดอาหารหรือการใช้ชีวิตของลูกไปตลอดชีวิตหากเขาหายแพ้แล้ว
ทำไมการประเมินซ้ำเป็นระยะถึงสำคัญมากต่อพัฒนาการของลูก
การพาเด็กมาพบหมอเพื่อติดตามอาการไม่ใช่แค่การมารับยาเดิมแล้วกลับบ้าน แต่เป็นการประเมินความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงวัย
เมื่อเด็กโตขึ้น กิจกรรมและสภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนไป โรงเรียน งานอดิเรก หรือแม้แต่วัยรุ่นที่เริ่มมีความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ การประเมินซ้ำช่วยให้เราตอบคำถามเหล่านี้ได้
- ปริมาณแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันชนิดจำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ลดลงหรือยัง
- เด็กมีความพร้อมที่จะทดสอบการกินอาหารชนิดนั้นอีกครั้งในโรงพยาบาลหรือยัง
- ยาที่ใช้อยู่ยังเหมาะสมกับน้ำหนักตัวและช่วงวัยหรือไม่
การตรวจติดตามช่วยป้องกันไม่ให้เด็กต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้เกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลดีต่อโภชนาการและการเติบโตของร่างกาย
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกอาจจะเริ่มหายจากอาการแพ้แล้ว
คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณเบื้องต้นที่บ้านได้ว่า ลูกอาจจะมีอาการดีขึ้นจนถึงเวลาที่ควรปรึกษาหมอเพื่อประเมินซ้ำ
- อาการแพ้เกิด Less frequent หรือมีความถี่ในการกำเริบน้อยลงมาก เช่น จากเดิมที่เคยหอบทุกเดือน ตอนนี้แทบไม่มีอาการเลย
- อาการมีความรุนแรงลดลง เช่น จากเดิมกินไข่แล้วผื่นขึ้นทั้งตัวและหายใจไม่ออก ต่อมาเผลอกินเข้าไปนิดหน่อยแล้วแค่คันปากเล็กน้อย
- ผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือดตรวจค่า IgE จำเพาะ หรือการสะดุดผิวหนัง มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเหล่านี้เป็นเพียงข้อสังเกตเบื้องต้น การตัดสินใจว่าจะให้ลูกกลับไปสัมผัสหรือรับประทานสิ่งที่เคยแพ้ ต้องอาศัยการทดสอบภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ ห้ามลองเองที่บ้านเด็ดขาด
วิธีตรวจประเมินซ้ำที่โรงพยาบาลมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในการประเมินซ้ำ หมอจะมีกระบวนการตรวจอย่างเป็นระบบเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก
การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด
หมอจะทบทวนบันทึกอาการในรอบปีที่ผ่านมา ถามถึงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้โดยบังเอิญ และดูว่ามีอาการเกิดขึ้นอีกหรือไม่ พร้อมทั้งตรวจสุขภาพทั่วไปของเด็ก
การตรวจเลือดหรือทดสอบสะดุดผิวหนัง
เพื่อดูระดับภูมิคุ้มกันที่จำเพาะเจาะจง หากพบว่าระดับสารภูมิต้านทานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็จะเป็นสัญญาณไฟเขียวว่าเราอาจจะไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้
การทดสอบการกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้
สำหรับเด็กที่สงสัยว่าหายแพ้อาหาร หมออาจนัดมาทำ Oral Food Challenge หรือการทดสอบให้กินอาหารที่เคยแพ้ทีละน้อยในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อดูปฏิกิริยาของร่างกายแบบเรียลไทม์ หากผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ แปลว่าลูกพ้นจากอาการแพ้นั้นแล้วและกลับมากินได้ปกติ
การดูแลสภาพจิตใจของเด็กและครอบครัวควบคู่ไปกับการรักษา
เรื่องนี้สำคัญไม่แพ้ตัวโรคเลยครับ เด็กที่เคยมีอาการแพ้รุนแรงมักจะมีความกลัว ฝังใจ หรือมีความวิตกกังวลเวลาที่ต้องกินอาหารใหม่ๆ หรือไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
เมื่อผลการประเมินซ้ำออกมาชัดเจนว่าลูกหายแพ้แล้ว หน้าที่ของเราคือการค่อยๆ สร้างความมั่นใจให้เด็ก พาเขาเรียนรู้ทีละน้อย ให้เขาเห็นว่าเขาสามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนเพื่อนคนอื่น การสื่อสารระหว่างหมอ พ่อคุณแม่ และตัวเด็กเอง จะช่วยลดความเครียดและสร้างทัศนคติที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว