ลูกไข้สูงช่วงหน้าฝน ไข้เลือดออกหรือไข้หวัดใหญ่กันแน่นะ?
เวลาที่ลูกรักตื่นมาแล้วตัวร้อนจี๋ ตาแป๋วซึมลง หรือบ่นปวดเมื่อยเนื้อตัว คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเริ่มใจคอไม่ดี ยิ่งในช่วงที่โรคระบาดตามฤดูกาลกำลังมาเยือน อาการไข้สูงในเด็กมักจะทำให้กังวลใจเสมอ เพราะโรคฮิตอย่างไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่มักจะเปิดฉากด้วยอาการคล้ายกันเสียเหลือเกินจนแทบแยกไม่ออก
ในฐานะหมอเด็กที่ต้องตรวจน้องๆ กลุ่มนี้บ่อยๆ เข้าใจดีว่าความวิตกกังวลมันมากแค่ไหน การจะบอกให้แน่ชัดว่าลูกเป็นอะไรกันแน่ตั้งแต่ชั่วโมงแรกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาการเริ่มต้นมันช่างละม้ายคล้ายกันจนบางทีต้องอาศัยการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายว่าเราจะสังเกตความต่างระหว่างสองโรคนี้ได้อย่างไรบ้าง
อาการเริ่มต้นที่เหมือนกันจนแทบแยกไม่ออกในช่วงวันแรก
ลองนึกภาพตามนะครับว่า น้องตื่นมาตอนเช้าด้วยอาการไข้สูงปรี๊ด 38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียส หน้าตาแดงก่ำ บ่นปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว หรือบางคนปวดท้องร่วมด้วย อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนด่านแรกที่ทั้งไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออกใช้ตบตาคุณพ่อคุณแม่
ในช่วง 1 ถึง 2 วันแรก เด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่จะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพลียมากคล้ายผู้ใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่เลย ส่วนเด็กที่เป็นไข้เลือดออกก็จะมีไข้สูงลอยลงยาก ปวดหัวกระบอกตา และหน้าแดงเช่นเดียวกัน ทำให้ช่วงแรกของการป่วย คุณหมอยังไม่สามารถฟันธงได้ทันทีจากการดูแค่ภายนอก
จุดสังเกตสำคัญที่ช่วยแยกโรคไข้หวัดใหญ่ออกจากไข้เลือดออก
แม้ช่วงแรกจะคล้ายกัน แต่พอเข้าสู่วันที่ 2 หรือ 3 ร่างกายของเด็กจะเริ่มส่งสัญญาณที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัย
อาการทางระบบทางเดินหายใจที่มักเจอในไข้หวัดใหญ่
ถ้าลูกเป็นไข้หวัดใหญ่ มักจะมีอาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบนร่วมด้วยค่อนข้างชัดเจน เช่น ไอ เจ็บคอ น้ำใสๆไหล หรือคัดจมูก บางคนอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วยได้เล็กน้อย แต่เด็กจะยังมีความสดใสพอสมควรหลังจากไข้ลดลงจากการกินยาลดไข้ และมักจะหายได้เองหากดูแลตามอาการร่วมกับการใช้ยาต้านไวรัสในเคสที่จำเป็น
ลักษณะเด่นของไข้เลือดออกที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ในทางกลับกัน หากเป็นไข้เลือดออก อาการทางเดินหายใจเช่นไอหรือน้ำมูกมักจะไม่ค่อยมี หรือมีน้อยมาก จุดสังเกตที่หมอมักจะถามเสมอก็คือ ลูกมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวามากเป็นพิเศษ หรือมีอาเจียนบ่อยๆ หรือไม่
นอกจากนี้ ในช่วงที่ไข้เริ่มลดลงราววันที่ 3 ถึง 5 ของโรค ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตของไข้เลือดออก เด็กบางคนอาจมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง หรือมีอาการมือเท้าเย็น ชีพจรเบาลง ซึ่งต่างจากไข้หวัดใหญ่ที่พอไข้ลดแล้วเด็กจะเริ่มร่าเริงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำจากคุณหมอ
เมื่อพามาพบแพทย์เพื่อตรวจอาการ หากสงสัยว่าเด็กมีความเสี่ยง การตรวจเลือดจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยยืนยันโรคได้อย่างแม่นยำ
สำหรับการตรวจหาไข้หวัดใหญ่ ปัจจุบันเรานิยมใช้ชุดตรวจคัดกรองอย่างรวดเร็วทางจมูกหรือคอ (Rapid Influenza Diagnostic Test) ซึ่งรู้ผลไวภายใน 15 นาที ช่วยให้เริ่มยาได้ทันท่วงที
ส่วนการวินิจฉัยไข้เลือดออก คุณหมอจะเจาะเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ซึ่งจะพบลักษณะจำเพาะ เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ และเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับความเข้มข้นของเลือดที่สูงขึ้น หรือในปัจจุบันมีชุดตรวจคัดกรองแอนติเจนของเชื้อเดงกี่ (NS1 Antigen Test) ที่ช่วยให้รู้ผลเร็วตั้งแต่ช่วงแรกที่มีไข้
วิธีดูแลเบื้องต้นและการสังเกตอาการที่บ้าน
ไม่ว่าลูกจะเป็นโรคไหน สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงมีไข้สูงคือการป้องกันภาวะขาดน้ำ เช็ดตัวลดไข้ และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำเปล่าบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด เพราะหากเป็นไข้เลือดออกจะเสี่ยงต่อการมีเลือดออกในทางเดินอาหารมากขึ้น ให้ใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่เหมาะสมเท่านั้น
อาการแบบไหนที่แปลว่าต้องรีบพาลูกกลับไปหาหมอด่วน
คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด หากพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอจนถึงวันนัด:
การแยกโรคไข้เลือดออกกับไข้หวัดใหญ่อาจเป็นเรื่องท้าทายในช่วงแรกของการป่วย แต่การสังเกตพฤติกรรม อาการร่วม และการพามาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้เด็กได้รับการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัยที่สุดครับ