ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนเดินเข้ามานั่งคุยกับหมอที่ห้องตรวจ พร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ และคำปรึกษาที่คล้ายกันทุกวันว่า ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยง่าย หงุดหงิดง่าย นอนไม่ค่อยหลับ และที่สำคัญคือ สมองมันคิดวนเรื่องนู้นเรื่องนี้ตลอดเวลา ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ พอบอกให้ตัวเองเลิกคิด สมองเจ้ากรรมก็ยิ่งคิดหนักขึ้นไปอีก จนบางครั้งรู้สึกแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม จนแอบคิดไปไกลว่าตัวเองกำลังเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า

อาการแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราคิดมากไปเอง หรือเป็นคนอ่อนแอ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจว่า เราอาจกำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า โรควิตกกังวลทั่วไป อยู่โดยไม่รู้ตัว

ทำความรู้จักโรควิตกกังวลทั่วไป: แค่เครียดธรรมดา หรือเกินขอบเขตไปแล้ว?

ความเครียดและความวิตกกังวลเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องเคยเจอเวลาเจอสถานการณ์กดดัน แต่มันต่างจาก โรควิตกกังวลทั่วไป ตรงที่ ความกังวลปกติมักจะมีสาเหตุชัดเจน พอหมดเรื่องนั้นไป อาการก็หายใจโล่งท้อง แต่กับโรคนี้ ความกังวลมันพุ่งพล่านเกินเบอร์ ควบคุมไม่ได้ และเป็นติดต่อกันยาวนานเกินกว่าหกเดือนขึ้นไป โดยไม่มีเหตุผลสมจังว่าทำไมต้องกังวลขนาดนั้น

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับสัญญาณกันขโมยที่บ้าน ที่ปกติจะดังเฉพาะตอนมีโจรขึ้นบ้าน แต่สำหรับคนที่เป็นโรดนี้ สัญญาณกันขโมยดันรวน ดังขึ้นมาเองตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่มีแค่ลมพัดผ่าน ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัวตลอดเวลาจนร่างกายพังและจิตใจล้าไปหมด

เช็กตัวเองด่วน อาการแบบไหนที่เข้าข่ายโรควิตกกังวลทั่วไป?

เวลาหมอตรวจคนไข้ เราไม่ได้ดูแค่เรื่องความรู้สึกกังวลในใจอย่างเดียวนะครับ แต่เราดูอาการทางร่างกายที่แสดงออกมาด้วย เพราะความเครียดในสมองมันส่งผลต่อฮอร์โมนและระบบประสาทอัตโนมัติโดยตรง ลองเช็กดูว่าคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน

  • อาการทางใจ: รู้สึกกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย คล้ายคนแบกโลกไว้ทั้งใบ หาสมาธิในการทำงานไม่ค่อยได้ รู้สึกเหมือนสมองว่างเปล่า หรือมีแต่เรื่องแย่ๆ วิ่งวนอยู่ในหัวตลอดเวลา
  • อาการทางกาย: กล้ามเนื้อตึงเกร็งโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหลัง ปวดหัวเรื้อรัง นอนไม่หลับ หลับยาก หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยๆ รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรงแม้จะไม่ได้ทำอะไรหนัก
  • อาการทางระบบย่อย: ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูกสลับท้องเสีย หรือรู้สึกคลื่นไส้เหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอเวลาเครียดจัดๆ

อะไรคือตัวการที่ทำให้สมองเราติดอยู่ในโหมดกังวลตลอดเวลา?

จนถึงตอนนี้ วงการแพทย์ยังฟันธงไม่ได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงอันเดียว แต่เราพบว่ามันเกิดจากปัจจัยหลายอย่างผสมกันเหมือนสูตรเคมีในร่างกาย

อย่างแรกคือเรื่องของสารสื่อประสาทในสมอง เช่น ซิโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอปิเนฟริน (Norepinephrine) ที่ทำหน้าที่ปรับอารมณ์ เกิดความไม่สมดุลขึ้นมา ทำให้ระบบประเมินความปลอดภัยของสมองทำงานผิดเพี้ยนไป

อย่างที่สองคือเรื่องพันธุกรรม ถ้าในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล เราก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น และปัจจัยสุดท้ายคือสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น การเผชิญกับความกดดันสะสมเป็นเวลานาน การสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต หรือเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีตที่ฝังใจ

วิธีรักษาจากหมอ: ไม่ใช่แค่เรื่องของการกินยา

ข่าวดีคือ โรควิตกกังวลทั่วไป สามารถรักษาให้หายดีหรือกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้ครับ แนวทางหลักๆ ที่หมอใช้ดูแลคนไข้จะมีด้วยกันสองทางหลัก ซึ่งมักจะใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

  • การปรับความคิดและพฤติกรรมบำบัด: เป็นการทำงานร่วมกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อเรียนรู้ที่จะรู้ทันความคิดแย่ๆ ของตัวเอง ฝึกมองโลกตามความเป็นจริง และหาวิธีรับมือกับความเครียดที่ไม่ทำร้ายตัวเอง
  • การใช้ยาปรับสารสื่อประสาทในสมอง: หลายคนกลัวการกินยาจิตเวช กลัวเสพติด กลัวเบลอ หมอต้องบอกตรงนี้เลยว่า ยารักษาความวิตกกังวลในปัจจุบันไม่ใช่ยานอนหลับ และไม่ทำให้เสพติดครับ มันทำหน้าที่แค่ช่วยปรับสารเคมีในสมองให้กลับมาสมดุล เหมือนคนสายตาสั้นใส่แว่นเพื่อมองเห็นชัดขึ้น พอสมองนิ่งขึ้น เราก็จะใช้ชีวิตและฝึกทำจิตบำบัดได้ง่ายขึ้น

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อรู้สึกว่าความกังวลกำลังจะกลืนกินเรา

ระหว่างที่รักษากับคุณหมอ เราเองก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยลดระดับความตื่นตัวของสมองได้ครับ

  • ฝึกหายใจลึกๆ เมื่อรู้สึกใจสั่น: ลองหายใจเข้าท้องป่องนับ 1-4 กลั้นไว้แป๊บหนึ่ง แล้วค่อยๆ เป่าลมหายใจออกทางปากยาวๆ นับ 1-6 ทำแบบนี้ติดต่อกันสักสมัน จะช่วยตัดวงจรความตื่นกลัวของระบบประสาทได้ดีมาก
  • ลดหรืองดคาเฟอีน: กาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลัง อาจไปกระตุ้นให้อาการใจสั่นและมือสั่นแย่ลงไปอีกในช่วงที่กำลังวิตกกังวล
  • ออกกำลังกายเบาๆ สม่ำเสมอ: การขยับร่างกายช่วยปลดปล่อยฮอร์โมนแห่งความสุข และช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดสะสมมาทั้งวัน
  • กำหนดเวลาเสพข่าวสาร: โลกยุคนี้มีข้อมูลข่าวสารที่ชวนเครียดไหลเข้าหัวตลอดเวลา การปิดหน้าจอมือถือแล้วพาตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติหรือสิ่งรอบตัวบ้าง ช่วยให้สมองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

จำไว้นะครับว่า อาการวิตกกังวลไม่ได้แปลว่าคุณใจเสาะ แต่มันคือโรคที่รักษาได้ อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือความเกรงใจคนรอบข้างมาขัดขวางการมารับคำปรึกษาจากแพทย์ ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามันรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การนอน หรือการทำงาน แวะมาคุยกับหมอเถอะครับ เราจะหาทางออกร่วมกันเพื่อให้คุณได้กลับมาใช้ชีวิตแบบสบายใจขึ้นอีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down