ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยไหม? นั่งทำงานอยู่ดีๆ พอจะลุกขึ้นยืนกลับรู้สึกเสียวแปลบที่หลังส่วนล่าง บางครั้งความรู้สึกนั้นก็แล่นปราดลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือยาวไปถึงปลายเท้าจนทำให้เดินแทบไม่ไหว อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปวดเมื่อยธรรมดาจากการทำงาน แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคยอดฮิตที่คนวัยทำงานและผู้สูงอายุเป็นกันเยอะมาก นั่นคือโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท

ในฐานะหมอ หมอเจอคนไข้เดินเข้ามาในคลินิกด้วยอาการนี้แทบทุกวัน หลายคนมาด้วยความกังวลใจ กลัวว่าจะต้องผ่าตัด กลัวว่าจะเดินไม่ได้ หมออยากบอกตรงนี้เลยว่า อย่าเพิ่งตระหนกตกใจไป โรคนี้มีทางออกและส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าโรคนี้เกิดจากอะไร และเราจะดูแลตัวเองอย่างไรให้หลังกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

เมื่ออาการปวดหลังเริ่มลามลงขา: สัญญาณเตือนของโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท

ปกติแล้ว กระดูกสันหลังของคนเราจะมีชิ้นส่วนที่เรียกว่า หมอนรองกระดูก คั่นอยู่ระหว่างกระดูกแต่ละข้อ ทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพคอยรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด แต่เมื่อเวลาผ่านไป หรือจากการใช้งานที่หนักเกินไป หมอนรองกระดูกนี้อาจเกิดการเสื่อม แตก หรือปลิ้นออกมาจากตำแหน่งเดิม จนเข้าไปกดเบียดเส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ

เมื่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาถูกกดทับ จึงทำให้เกิดอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรง ซึ่งโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเป็นบริเวณที่พบปัญหาได้บ่อยที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักตัวส่วนบนและรองรับการเคลื่อนไหวของร่างกายเกือบทั้งหมด

เช็กอาการด่วน: ปวดแบบไหนคือปวดหลังทั่วไป ปวดแบบไหนคือกระดูกทับเส้น?

หลายคนมักสับสนระหว่างอาการกล้ามเนื้อหลังอักเสบธรรมดากับโรคกระดูกทับเส้น หมออยากให้ลองสังเกตตัวเองง่ายๆ ตามนี้

  • ปวดร้าวลงขา: นี่คืออาการเฉพาะตัวที่เด่นชัดที่สุด อาการปวดจะไม่กระจุกอยู่แค่ที่หลัง แต่จะรู้สึกปวดแปลบเหมือนไฟช็อต วิ่งจากเอวลงไปที่ก้น ต้นขา น่อง หรือหลังเท้า
  • มีอาการชาหรือยิบๆ: รู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ ทิ่ม หรือรู้สึกหนาๆ ชาๆ บริเวณขาหรือเท้า
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง: เวลาเดินแล้วรู้สึกขาล้า ทรงตัวลำบาก หรือสะดุดบ่อยๆ บางคนอาจมีอาการกระดกข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่เท้าไม่ขึ้น
  • ปวดมากขึ้นเมื่อนั่งหรือก้มตัว: การนั่งและก้มจะเพิ่มแรงดันในหมอนรองกระดูก ทำให้ไปกดทับเส้นประสาทมากขึ้น ในขณะที่การยืนหรือนอนมักจะรู้สึกสบายกว่า

ทำไมเราถึงเป็นโรคนี้? พฤติกรรมใกล้ตัวที่ค่อยๆ ทำร้ายหลังโดยไม่รู้ตัว

หลายคนชอบคิดว่าโรคนี้ต้องเกิดจากอุบัติเหตุรุนแรงเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราเองที่สะสมมาเรื่อยๆ

  • การนั่งท่าเดิมนานๆ: โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่นั่งติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนท่า การนั่งงอหลังจะทำให้หมอนรองกระดูกส่วนเอวรับแรงกดมากกว่าการยืนถึงเท่าตัว
  • การยกของหนักผิดท่า: ก้มลงไปหยิบของโดยใช้หลังก้มแทนที่จะย่อเข่าลงไป แรงกดมหาศาลจะตกไปอยู่ที่หมอนรองกระดูกส่วนเอวทันที
  • น้ำหนักตัวที่มากเกินไป: ทำให้อวัยวะส่วนหลังต้องรับภาระหนักตลอดเวลา
  • ความเสื่อมตามวัย: เมื่ออายุมากขึ้น น้ำในหมอนรองกระดูกจะค่อยๆ ลดลง ทำให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่นและเปราะบางขึ้น

วิธีรักษา: ข่าวดีคือ คนไข้ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

หมออยากให้คนไข้ทุกคนสบายใจได้ว่า กว่าร้อยละ 80-90 ของคนที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท สามารถรักษาให้ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดเลย โดยเราจะเริ่มจากวิธีที่นุ่มนวลที่สุดก่อน

การรักษาแบบประคับประคอง: ปรับพฤติกรรม ยา และกายภาพบำบัด

ในช่วงที่เริ่มมีอาการปวดเฉียบพลัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการพักใช้งานหลัง หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการนั่งนานๆ ร่วมกับการรักษาดังนี้

  • การใช้ยารักษา: หมออาจพิจารณาจ่ายยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการอักเสบของเส้นประสาท ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาบำรุงประสาทเพื่อลดอาการเสียวปวดร้าว
  • การทำกายภาพบำบัด: เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก นักกายภาพบำบัดจะช่วยใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์ความถี่สูง หรือเครื่องดึงหลังเพื่อช่วยเพิ่มช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลัง ลดแรงกดทับที่เส้นประสาท
  • การออกกำลังกายเฉพาะจุด: เมื่ออาการปวดลดลงแล้ว เราต้องสร้างเกราะป้องกันให้หลังด้วยการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดรัดเอวตามธรรมชาติ คอยช่วยพยุงกระดูกสันหลังไว้

สัญญาณเตือนสีแดง: อาการแบบไหนที่ต้องปรึกษาหมอเรื่องการผ่าตัด?

แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ต้องผ่าตัด แต่มีคนไข้บางกลุ่มที่มีอาการรุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อป้องกันความเสียหายถาวรของเส้นประสาท ซึ่งหมอเรียกว่า สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags)

  • มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย เช่น กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดด่วน
  • มีอาการอ่อนแรงของขาอย่างเห็นได้ชัด เช่น ขาลีบลง เดินแล้วเท้าตก ควบคุมเท้าไม่ได้
  • รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ แต่อาการปวดรุนแรงยังไม่ทุเลาลง จนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก

วิธีดูแลตัวเองและบริหารหลังให้แข็งแรง ไม่กลับมาปวดซ้ำ

การรักษาให้หายปวดเป็นเพียงก้าวแรก แต่การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำคือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพหลังที่ดีในระยะยาว หมอมีคำแนะนำง่ายๆ ที่ทำได้จริงทุกวันมาฝากกัน

  • ปรับท่านั่งทำงาน: นั่งให้ก้นชิดพนักพิง เลือกเก้าอี้ที่มีส่วนนูนรับส่วนเว้าของหลังส่วนเอว ตั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อป้องกันการก้ม
  • ลุกเปลี่ยนท่าทุกชั่วโมง: ตั้งนาฬิกาเตือนตัวเองให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย บิดขี้เกียจ หรือเดินไปเข้าห้องน้ำทุกๆ 50-60 นาที
  • ยกของให้ถูกวิธี: จำไว้เสมอว่า ย่อเข่าลงไป หลังต้องตรง แล้วใช้แรงจากต้นขาและสะโพกในการดันตัวขึ้นมา ห้ามก้มหลังยกของเด็ดขาด
  • ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: การเดินเร็ว ปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือการว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่ดีมากสำหรับคนเคยปวดหลัง เพราะช่วยเพิ่มความแข็งแรงโดยไม่มีแรงกระแทกซ้ำเติมกระดูกสันหลัง

สุดท้ายนี้ หมออยากฝากไว้ว่า หลังของเรามีเพียงชุดเดียว และต้องอยู่กับเราไปตลอดชีวิต หากเริ่มมีอาการปวดหลังร้าวลงขา อย่าปล่อยทิ้งไว้จนอาการเรื้อรัง ยิ่งเรารู้ตัวเร็ว ปรับพฤติกรรมเร็ว และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โอกาสที่หลังของเราจะกลับมาแข็งแรง ยืดหยุ่น และใช้งานได้ดีเหมือนเดิมก็มีสูงมาก สุขภาพหลังที่ดีเริ่มได้ที่ตัวเราตั้งแต่วันนี้

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ