ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วันจันทร์เพิ่งไปส่งโรงเรียนได้ไม่กี่วัน พอวันพุธเริ่มมีน้ำมูก วันพฤหัสบดีไข้ขึ้นสูงจนต้องลางานมาเฝ้าไข้ ภาพเหล่านี้กลายเป็นความคุ้นเคยที่ปนไปด้วยความเหนื่อยล้าของคุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกรักเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วัยเรียนอนุบาลหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก การที่เด็กเล็กเจ็บป่วยบ่อยครั้งมักสร้างความกังวลใจว่า ร่างกายของลูกมีความผิดปกติอะไรหรือไม่ ทำไมถึงวนเวียนอยู่กับอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ท้องเสีย ไม่จบไม่สิ้นสักที

ในฐานะหมอเด็ก หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่สูดหายใจเข้าลึกๆ และทำความเข้าใจก่อนว่า อาการป่วยบ่อยในเด็กวัยปฐมวัย หรือช่วงอายุ 1-5 ปีแรกนั้น เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ เพียงแต่สองตัวการสำคัญอย่าง เอนเทอโรไวรัส และ อะดีโนไวรัส มักจะสลับหน้ากันมาทักทายลูกน้อยบ่อยเป็นพิเศษ จนทำให้ดูเหมือนว่าลูกไม่เคยหายดีเลย

‘เพิ่งหายก็กลับมาเป็นอีกแล้ว’ เบื้องหลังวงจรคนป่วยตัวจิ๋วที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเจอ

เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับโลกกว้าง เริ่มหยิบจับของเล่นร่วมกับเพื่อน และมักจะนำนิ้วมือหรือของเล่นเข้าปากตามสัญชาตญาณการเรียนรู้ ประกอบกับระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ เมื่อต้องไปอยู่ร่วมกันในห้องเรียนที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือเล่นคลุกคลีกันอย่างใกล้ชิด การแพร่กระจายของเชื้อโรคจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายอย่างมาก

เมื่อลูกได้รับเชื้อตัวใหม่ ร่างกายก็ต้องเริ่มกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กบางคนถึงดูเหมือนป่วยเดือนละ 1-2 ครั้ง จนคุณพ่อคุณแม่รู้สึกอ่อนล้าทั้งกายและใจ

ทำความรู้จักสองตัวร้ายที่ชอบแกล้งเด็ก: เอนเทอโรไวรัส ปะทะ อะดีโนไวรัส

เพื่อให้เรารับมือได้อย่างถูกวิธี เรามาทำความรู้จักหน้าตาและพฤติกรรมของไวรัสทั้งสองกลุ่มนี้กันดีกว่า ซึ่งพวกมันมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของอาการและความรุนแรง

เอนเทอโรไวรัส: ตัวการโรคไข้หวัดหน้าร้อน และมือเท้าปากที่แพร่กระจายเร็ว

หากพูดถึงชื่อนี้ หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่ามันคือไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก และโรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina) คุณพ่อคุณแม่คงต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน การติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (หรือบางครั้งในกลุ่มคุณพ่อคุณแม่มักสืบค้นข้อมูลในชื่อสั้นๆ ว่า การติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไ) มักจะระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูร้อน

อาการเด่นของไวรัสกลุ่มนี้คือ ลูกจะมีไข้ ร่วมกับมีตุ่มน้ำใสหรือแผลเล็กๆ เกิดขึ้นในช่องปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม รวมถึงมีผื่นหรือตุ่มแดงตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และก้น เด็กจะเจ็บแผลในปากมากจนน้ำลายสอ งอแง และไม่ยอมกลืนน้ำหรืออาหาร ซึ่งไวรัสกลุ่มนี้ติดต่อกันผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก และที่สำคัญคือทางอุจจาระที่ปนเปื้อนตามของเล่นหรือมือของผู้ดูแล

อะดีโนไวรัส: ไข้สูงลอย ตัวร้อนจัด ตาแดง แถมพ่วงอาการท้องเสีย

ข้ามฝั่งมาที่ อะดีโนไวรัส (Adenovirus) กันบ้าง ไวรัสตัวนี้ขึ้นชื่อเรื่องความทรหด เพราะสามารถก่ออาการได้หลากหลายระบบในร่างกายพร้อมกัน อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้สูงลอย (บางครั้งสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส) และไข้มักจะลากยาวนาน 5-7 วัน จนทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจอย่างมาก

นอกจากไข้สูงแล้ว ลูกมักจะมีอาการตาแดง (มีขี้ตามากและเยื่อบุตาอักเสบ) ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคออย่างรุนแรง มีน้ำมูก และบางสายพันธุ์ของอะดีโนไวรัสยังเข้าไปโจมตีระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลูกมีอาการอาเจียนและท้องเสียถ่ายเหลวร่วมด้วย เรียกได้ว่าเป็นไวรัสที่ทำให้เด็กๆ เพลียและซูบลงได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมลูกถึงติดเชื้อซ้ำๆ ได้ไม่หยุดหย่อน? หายแล้วกลับมาเป็นอีกได้จริงหรือ

คำถามยอดฮิตที่คุณหมอมักจะได้รับในห้องตรวจคือ "หมอคะ/หมอครับ ลูกเพิ่งเป็นมือเท้าปากหายไปเมื่อเดือนก่อน ทำไมเดือนนี้เป็นอีกแล้ว ไวรัสตัวเดิมหรือเปล่า?"

คำตอบคือ เป็นไปได้สูงมากที่ลูกจะติดเชื้อซ้ำ แต่เป็นคนละสายพันธุ์ย่อย

  • สายพันธุ์ที่หลากหลาย: ทั้งเอนเทอโรไวรัสและอะดีโนไวรัสไม่ได้มีเพียงแค่ชนิดเดียว เอนเทอโรไวรัสมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ย่อย ส่วนอะดีโนไวรัสก็มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ย่อย การที่ลูกติดเชื้อสายพันธุ์ A ไปแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์ A เท่านั้น แต่เมื่อไปเจอสายพันธุ์ B, C หรือ D ลูกก็ยังสามารถป่วยซ้ำได้อีก
  • ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติยังสร้างไม่ครบ: เด็กเล็กยังไม่เคยเจอเชื้อโรคเหล่านี้มาก่อน เปรียบเสมือนสมุดบันทึกภูมิคุ้มกันที่ยังว่างเปล่า ทุกครั้งที่ป่วยคือการเขียนบันทึกหน้าใหม่ทีละหน้า จนกว่าร่างกายจะสะสมภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์หลักๆ ได้ครบ ซึ่งมักจะเริ่มคงที่และป่วยน้อยลงเมื่ออายุเข้าใกล้ 5-6 ปี

สัญญาณเตือนอันตราย! อาการแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

แม้ว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่จะหายได้เองตามธรรมชาติด้วยการรักษาตามอาการและการประคบประคอง แต่ไวรัสทั้งสองกลุ่มนี้ก็มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ

  • กินไม่ได้และมีภาวะขาดน้ำ: ลูกไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม ปัสสาวะออกน้อยลงมาก (ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง) ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือดูซึมเพลีย
  • ไข้สูงไม่ยอมลด: เช็ดตัวและกินยาลดไข้แล้วไข้ยังไม่ลง หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3-4 วัน
  • อาการทางสมองและระบบประสาท (ต้องระวังเป็นพิเศษในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส): ลูกมีอาการสะดุ้งผวาบ่อยครั้ง มือสั่น ขาสั่น เดินเซ ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด หรือมีอาการชัก
  • ระบบหายใจมีปัญหา: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม หรือมีเสียงครืดคราดในลำคอ

วิธีตัดวงจรการเจ็บป่วย ช่วยลูกน้อยสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

แทนที่จะรอให้ลูกป่วยแล้วคอยรักษา เรามาร่วมมือกันป้องกันและสร้างเกราะกำบังให้ร่างกายของพวกเขากันดีกว่า ด้วยแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่ได้ผลจริงดังนี้

1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่คือหัวใจสำคัญ
ต้องเน้นย้ำว่า แอลกอฮอล์เจลไม่สามารถฆ่าเชื้อเอนเทอโรไวรัสและอะดีโนไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธีนานอย่างน้อย 20 วินาที ควรฝึกให้ลูกล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง

2. ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ส่วนตัว
เชื้อไวรัสเหล่านี้มีความทนทานในสิ่งแวดล้อมสูง การเช็ดทำความสะอาดของเล่น โต๊ะอาหาร และลูกบิดประตูด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสมเป็นประจำจะช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคได้ดี

3. ฝึกวินัยไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น
สอนให้ลูกหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน

4. พักผ่อนและทานอาหารที่มีประโยชน์
การนอนหลับอย่างเพียงพอวันละ 10-12 ชั่วโมง และการได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะผักและผลไม้หลากสี จะช่วยส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

5. ปฏิบัติตามกฎเหล็กเมื่อลูกป่วย
หากลูกเริ่มมีอาการไข้ มีน้ำมูก หรือมีผื่น ควรให้ลูกหยุดเรียนและพักผ่อนที่บ้านจนกว่าจะหายดีอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังไข้ลด เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อสู่เด็กคนอื่นในสังคม

สุดท้ายนี้ หมออยากให้กำลังใจคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน การที่ลูกป่วยบ่อยในช่วงวัยนี้ไม่ใช่ความผิดของใคร และไม่ได้แปลว่าลูกของคุณอ่อนแอถาวร เมื่อเวลาผ่านไป ระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขาจะค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น และความถี่ในการเจ็บป่วยจะลดลงไปเองตามธรรมชาติ หน้าที่ของเราคือการดูแลประคับประคองอย่างเข้าใจ และสังเกตอาการอย่างมีสติในทุกๆ วัน

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down