ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่หมอนั่งตรวจคนไข้เด็กในคลินิก บ่อยครั้งที่พ่อแม่จูงมือลูกเข้ามาปรึกษาด้วยปัญหาเรื่องผลการเรียนที่ตกลงอย่างกะทันหัน ลูกกลายเป็นเด็กสมาธิสั้นลง จำอะไรไม่ค่อยได้ หรือบางคนมีอาการก้าวร้าว แยกตัวอย่างเห็นได้ชัด คำถามแรกๆ ที่หมอมักจะชวนพ่อแม่คุย ไม่ใช่เรื่องของการกวดวิชาหรือเทคนิคการเรียน แต่หมอมักจะถามว่า ช่วงนี้ที่บ้านหรือที่โรงเรียนมีเรื่องอะไรที่ทำให้เด็กกดดันบ้างไหม เพราะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจมองข้ามไปก็คือ ความเครียดเรื้อรัง ที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของลูก

ความเครียดไม่ได้เกิดแค่กับผู้ใหญ่: เด็กตัวเล็กๆ ก็แบกโลกใบใหญ่ไว้เหมือนกัน

ผู้ใหญ่อย่างเรามักเข้าใจว่า วัยเด็กเป็นวัยที่สนุกสนาน ไม่มีเรื่องให้ต้องคิดมาก ไม่มีภาระหนี้สิน จะเอาความเครียดมาจากไหน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมองของเด็กไวต่อสิ่งเร้าและสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความกดดันจากผลการเรียน ความคาดหวังของครอบครัว การปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมชั้น หรือแม้แต่บรรยากาศความขัดแย้งภายในบ้าน สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความเครียดเรื้อรังให้เกิดขึ้นในจิตใจดวงน้อยๆ ได้โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

เกิดอะไรขึ้นในสมอง เมื่อความเครียดเรื้อรังเข้ามาครอบงำ

เมื่อเด็กตกอยู่ในภาวะเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อว่า คอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาในปริมาณมาก หากเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วหายไป สมองจะสามารถปรับตัวได้ แต่หากความเครียดนั้นกลายเป็นเรื่องเรื้อรังที่เกิดขึ้นทุกวัน สารเคมีเหล่านี้จะเข้าไปทำลายและขัดขวางการเติบโตของเซลล์สมองใน 3 ส่วนสำคัญอย่างน่ากลัว

ปุ่มเตือนภัยสีแดงที่ทำงานตลอดเวลา จนสมองไม่ได้พัก

สมองส่วนที่เรียกว่า อะมิกดาลา (Amygdala) ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกกลัว เมื่อเด็กเครียด สมองส่วนนี้จะขยายใหญ่ขึ้นและทำงานไวเกินไป ทำให้เด็กกลายเป็นคนขี้กังวล ตื่นตระหนกง่าย หงุดหงิดง่าย และตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวด้วยความก้าวร้าวหรือการร้องไห้โวยวายเพื่อเอาชีวิตรอด

พื้นที่เก็บความทรงจำที่ค่อยๆ หดตัวลง

สมองส่วน ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) มีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนข้อมูลใหม่ให้กลายเป็นความทรงจำระยะยาว ฮอร์โมนคอร์ติซอลจากความเครียดที่สูงเกินไป จะเข้าไปยับยั้งการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ในสมองส่วนนี้และทำให้มันฝ่อตัวลง ส่งผลให้ความสามารถในการจำของเด็กลดลงอย่างน่าใจหาย เรียนอะไรก็ลืมง่าย และไม่มีสมาธิในการรับข้อมูลใหม่

สมองส่วนหน้าล้า จนบดบังการคิดวิเคราะห์

สมองส่วนหน้าหรือ พรีฟรอนทัล คอร์เทกซ์ (Prefrontal Cortex) เปรียบเสมือนผู้บริหารระดับสูงของสมอง ทำหน้าที่ควบคุมสมาธิ การวางแผน การยับยั้งชั่งใจ และการแก้ปัญหา เมื่อความเครียดจู่โจม สมองส่วนหน้าจะหยุดทำงานเพื่อเปิดทางให้สมองส่วนเอาชีวิตรอดทำงานแทน ทำให้เด็กสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจที่ดีไป

ทำไมลูกเรียนไม่รู้เรื่อง สมาธิสั้นลง: ผลกระทบของความเครียดต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้

เมื่อสมองทั้งสามส่วนได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่แสดงออกมาให้เราเห็นอย่างเด่นชัดคือ ผลกระทบของความเครียดต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เด็กจะเริ่มมีอาการเหม่อลอยในห้องเรียน ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ครูสอนได้เกิน 5-10 นาที เพราะสมองส่วนหน้าอ่อนล้าเกินกว่าจะทำงานไหว

นอกจากนี้ ความเครียดยังขัดขวางกระบวนการสร้างโครงข่ายประสาทและการเชื่อมโยงข้อมูล ทำให้เด็กที่เคยเรียนรู้เร็ว กลายเป็นเด็กที่เข้าใจอะไรได้ช้าลง และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเรียนไม่ทันเพื่อน ความเครียดก็ยิ่งสะสมกลายเป็นวงจรดินพอกหางหมูที่ยากจะหลุดพ้น

สัญญาณเตือนที่ฟ้องว่า สมองของเด็กกำลังร้องขอความช่วยเหลือ

เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่มีทักษะในการสื่อสารอารมณ์ของตัวเองออกมาเป็นคำพูดว่า หนูกำลังเครียด พ่อแม่จึงต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนทางกายภาพและพฤติกรรมเหล่านี้

  • อาการทางกายที่หาสาเหตุไม่ได้: เช่น ปวดท้องบ่อยๆ ปวดหัว คลื่นไส้ หรือปัสสาวะรดที่นอน ทั้งที่เคยควบคุมได้แล้ว
  • การนอนและการกินที่เปลี่ยนไป: นอนไม่หลับ ฝันร้ายสะดุ้งตื่นกลางดึก หรือเบื่ออาหารอย่างกะทันหัน
  • พฤติกรรมถดถอย: กลับมาดูดนิ้ว ติดพ่อแม่มากกว่าปกติ หรือร้องไห้งอแงไม่มีเหตุผล
  • อารมณ์แปรปรวน: หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ขว้างปาข้าวของ หรือในทางกลับกันคือซึมเศร้าและแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน

กู้คืนสมองและการเรียนรู้ที่สดใส ด้วยพลังแห่งความเข้าใจในครอบครัว

ข่าวดีก็คือ สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นและสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ดีมาก หากเราค้นพบสาเหตุของความเครียดและยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที วิธีการกู้คืนสมองและพัฒนาการเรียนรู้ของลูกสามารถเริ่มต้นง่ายๆ จากที่บ้าน

สร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริง ลดแรงกดดันเรื่องผลการเรียนลง แล้วเปลี่ยนมาเน้นที่ความพยายามและการเรียนรู้อย่างมีความสุข การกอดสัมผัสที่อบอุ่นและการรับฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสิน จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรักความผูกพัน สารเคมีธรรมชาติตัวนี้มีฤทธิ์ลดระดับคอร์ติซอลและช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการถูกทำลาย

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้ลูกได้มีเวลาเล่นอิสระ ออกกำลังกายกลางแจ้ง และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สมองมีเวลาฟื้นฟูและสร้างเส้นใยประสาทใหม่อย่างเต็มที่ จำไว้เสมอว่า สมองที่ผ่อนคลายและมีความสุข คือสมองที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดีที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down