ทำไมเวลาลูกน้อยเป็นหวัด เสมหะถึงทำให้หายใจลำบากกว่าผู้ใหญ่?
เด็กทารกโดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก มีโครงสร้างทางเดินหายใจที่ค่อนข้างพิเศษและเปราะบาง รูจมูกและหลอดลมของลูกมีขนาดเล็กมาก หากเทียบให้เห็นภาพก็อาจจะกว้างเท่ากับหลอดกาแฟขนาดเล็กเท่านั้น นอกจากนี้ ทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 4-6 เดือน ยังไม่สามารถหายใจสลับทางปากได้ดีเหมือนผู้ใหญ่ พวกเขาจะพึ่งพาการหายใจทางจมูกเป็นหลัก เมื่อมีไข้หวัดหรือเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจะผลิตน้ำมูกและเสมหะออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจที่เล็กอยู่แล้วได้อย่างง่ายดาย
อีกทั้งกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจและแรงไอของทารกยังไม่แข็งแรงพอที่จะขับเสมหะเหนียวข้นเหล่านั้นออกมาได้ด้วยตัวเอง ยิ่งเสมหะคั่งค้างอยู่นาน ลูกก็ยิ่งต้องใช้พลังงานในการหายใจมากขึ้น ทำให้เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และส่งผลให้กินนมได้น้อยลงตามไปด้วย
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่า ลูกต้องการการดูดเสมหะเพื่อช่วยหายใจ?
เมื่อลูกมีอาการคัดจมูกหรือหายใจมีเสียงดัง คุณพ่อคุณแม่อาจลังเลใจว่าเมื่อไหร่ควรจะช่วยดูดน้ำมูกหรือเสมหะออกให้ลูก และเมื่อไหร่ที่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทำการดูดเสมหะอย่างเหมาะสม การประเมินเพื่อดูข้อบ่งชี้ในการดูดเสมหะในทารกที่มีภาวะทางเดินหายใจติดเชื้ออย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บของเยื่อบุ และช่วยให้ลูกกลับมาหายใจได้โล่งขึ้นทันที
สัญญาณและอาการหลักที่บ่งชี้ว่าควรเริ่มทำการดูดเสมหะ มีดังนี้
- ลูกหายใจเสียงดังครืดคราดผิดปกติ: เป็นเสียงที่เกิดจากลมหายใจผ่านเสมหะที่คั่งอยู่ในลำคอหรือส่วนต้นของทางเดินหายใจ แม้จะจับลูกเปลี่ยนท่าทางหรืออุ้มพาดบ่าแล้ว เสียงครืดคราดก็ยังไม่หายไป
- กินนมได้น้อยลง หรือดูดนมสลับกับผละออกมาร้องไห้: เนื่องจากทารกต้องหายใจทางจมูกขณะดูดนม หากจมูกอุดตันด้วยเสมหะเหนียว ลูกจะดูดนมสลับกับการหายใจไม่ได้ ทำให้กินนมได้น้อยลงและหงุดหงิดง่าย
- เริ่มมีอาการหายใจเร็วหรือใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ: สังเกตได้จากปีกจมูกบานออกขณะหายใจเข้า มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อชายโครงหรือใต้ลิ้นปี่ ยิ่งหากเห็นผิวหนังบุ๋มลงไปลึกเวลากระหายลมหายใจ ควรรีบทำการเคลียร์ทางเดินหายใจทันที
- นอนหลับยาก กระสับกระส่าย: เสมหะที่อุดกั้นทำให้ลูกไม่สามารถนอนราบได้ราบรื่น มักสะดุ้งตื่นมาร้องไห้โยเยเพราะรู้สึกหายใจไม่ออก
- ระดับออกซิเจนในเลือดเริ่มลดลง: ในกรณีที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือมีเครื่องวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้ว หากพบว่าค่าออกซิเจนเริ่มต่ำกว่าปกติ ร่วมกับมีเสมหะอุดตันปอดและทางเดินหายใจส่วนบน นี่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่าต้องรีบระบายเสมหะออก
วิธีช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจให้ลูกอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
หากประเมินแล้วว่าลูกมีเสมหะคั่งค้างและมีอาการตรงกับเงื่อนไขข้างต้น การช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถทำได้โดยเริ่มจากวิธีที่นุ่มนวลและปลอดภัยที่สุดก่อน
การใช้น้ำเกลือหยดจมูกร่วมกับลูกยางแดง
วิธีนี้เหมาะสำหรับการดูแลลูกที่บ้านเมื่อมีน้ำมูกข้นเหนียวในรูจมูกส่วนหน้า การหยดน้ำเกลือปราศจากเชื้อประมาณ 1-2 หยดลงในรูจมูกแต่ละข้าง จะช่วยละลายน้ำมูกที่แห้งกรังให้นุ่มลง จากนั้นจึงใช้ลูกยางแดงบีบลมออกก่อนจะสอดเข้าไปในรูจมูกลึกประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ ปล่อยมือเพื่อให้แรงดูดดึงน้ำมูกออกมา วิธีนี้ปลอดภัยและลดการระคายเคืองได้ดีสำหรับทารกตัวน้อย
การดูดเสมหะด้วยสายยางสุญญากาศโดยบุคลากรทางการแพทย์
ในกรณีที่เสมหะอยู่ลึกลงไปในลำคอหรือหลอดลม ซึ่งลูกยางแดงไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือในทารกที่มีอาการหายใจเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด แพทย์หรือพยาบาลจะใช้สายยางดูดเสมหะขนาดเล็กที่ต่อเข้ากับเครื่องดูดสุญญากาศที่ควบคุมแรงดันอย่างเหมาะสม เพื่อล้างและดูดเสมหะจากในคอและจมูกออกอย่างหมดจดและปลอดภัย
ข้อควรระวังที่คุณหมออยากเน้นย้ำ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อเยื่อบุจมูกของลูก
แม้ว่าการดูดเสมหะจะช่วยให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นทันตาเห็น แต่ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไปหรือทำด้วยความรุนแรง เยื่อบุจมูกและลำคอของทารกนั้นบางและมีเส้นเลือดฝอยอยู่หนาแน่นมาก การดูดเสมหะบ่อยเกินไปหรือใช้แรงดูดที่มากเกินไป จะทำให้เยื่อบุเกิดการบวมอักเสบ บาดเจ็บ หรือมีเลือดกำเดาไหล ซึ่งการบวมของเยื่อบุจมูกนี้เองจะยิ่งทำให้ลูกหายใจอึดอัดมากกว่าเดิมเสียอีก
นอกจากนี้ ทุกครั้งอุปกรณ์ที่ใช้ต้องผ่านการทำความสะอาดและทำให้ปราศจากเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคใหม่เข้าไปซ้ำเติมระบบทางเดินหายใจของลูกที่กำลังอ่อนแออยู่แล้ว
แนวทางดูแลเบื้องต้นเมื่อลูกเริ่มมีน้ำมูกอุดตัน
นอกเหนือจากการดูดเสมหะแล้ว สามารถช่วยบรรเทาอาการให้ลูกได้ด้วยวิธีธรรมชาติอื่นๆ เช่น การปรับอุณหภูมิห้องนอนไม่ให้เย็นจัดจนเกินไป การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศเพื่อช่วยให้เสมหะไม่แห้งเหนียว การอุ้มลูกในแนวตั้งหรือปรับหัวนอนให้สูงขึ้นเล็กน้อยขณะนอนหลับ เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งและระบายเสมหะได้ดีขึ้นตามธรรมชาติ
หากลองช่วยระบายเสมหะให้ลูกเบื้องต้นแล้ว แต่อาการหายใจครืดคราดยังไม่ดีขึ้น ลูกเริ่มมีอาการซึม ไม่ยอมดูดนม มีไข้สูง หรือเริ่มมีริมฝีปากสีคล้ำลง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและรับการดูแลรักษาทางแพทย์อย่างทันท่วงที