ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนเดินเข้ามาหาหมอที่ห้องตรวจด้วยอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ร้าวขึ้นไปที่ศีรษะ บางคนรู้สึกมึนหัวเหมือนบ้านหมุน หรือตึงท้ายทอยจนหันคอไม่สะดวก พอได้ส่งตัวไปเอ็กซเรย์ดูก็พบสาเหตุที่น่าตกใจว่า กระดูกคอที่ปกติควรจะมีความโค้งรับกับน้ำหนักศีรษะ กลับยืดตรงหรือแบนราบจนแทบไม่เหลือความโค้งเดิม
อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ โดยเฉพาะคนทำงานยุคนี้ที่ก้มหน้ามองหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมง วันนี้หมอเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับภาวะสูญเสียความโค้งตามธรรมชาติกันให้มากขึ้นว่าเกิดจากอะไร และเราจะรับมืออย่างไรไม่ให้เรื้อรัง
ทำไมคอของเราถึงต้องมีความโค้ง และถ้ามันตรงขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น
เวลาที่เรามองกระดูกสันหลังส่วนคอจากด้านข้าง กระดูกคอมนุษย์ถูกออกแบบมาให้มีความโค้งเว้าคล้ายตัวซี (C-shape) เพื่อทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพคอยรับน้ำหนักของศีรษะที่มีน้ำหนักประมาณ 4 ถึง 5 กิโลกรัม ช่วยกระจายแรงกดทับเวลาที่เราขยับ
แต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการก้มดูมือถือตลอดเวลา หรือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์แล้วยื่นคอไปข้างหน้า ทำให้กล้ามเนื้อคอชั้นลึกต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อพยุงหัวไม่ให้ตกลงมา นานวันเข้า กล้ามเนื้อเหล่านี้จะเกร็งตัวเรื้อรัง ดึงรั้งให้กระดูกคอที่เคยโค้งสวยค่อยๆ ยืดตรงและสูญเสียความโค้งไปทีละน้อย ส่งผลให้ข้อต่อกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น เส้นประสาทถูกกดทับ และเกิดอาการปวดเรื้อรังตามมา
เช็กด่วน สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่บอกว่าคอกำลังเริ่มตรง
หลายคนอาจสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากระดูกคอเริ่มเปลี่ยนรูป ลองสังเกตอาการเหล่านี้ดูว่าตรงกับตัวเองไหม
- ปวดตึงบริเวณต้นคอและบ่าสะบักเป็นประจำ นวดแล้วดีขึ้นแค่แป๊บเดียวก็กลับมาปวดอีก
- รู้สึกเหมือนคอแข็ง ขยับหันซ้ายขวาได้ไม่สุดเหมือนเก่า
- มีอาการปวดศีรษะตื้อๆ บริเวณท้ายทอย บางครั้งร้าวขึ้นขมับหรือกระบอกตา
- เวลานั่งทำงานนานๆ จะรู้สึกว่าหัวหนักอึ้ง ตั้งตรงไม่ไหว ต้องใช้มือค้ำหัวหรือหาที่พิง
- ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการชาลงแขน มืออ่อนแรง หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่ปลายนิ้วร่วมด้วย
ปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อกระดูกคอเริ่มสูญเสียความโค้ง
ข่าวดีคือ ภาวะนี้สามารถบรรเทาอาการและฟื้นฟูให้ดีขึ้นได้หากเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องรอให้ถึงขั้นผ่าตัด
ปรับท่าทางและการจัดระเบียบร่างกายในชีวิตประจำวัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือการลดภาระให้กระดูกคอ เวลาใช้คอมพิวเตอร์ต้องปรับระดับหน้าจอให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อให้ศีรษะตั้งตรงตามธรรมชาติ ไม่ยื่นคอไปข้างหน้า ส่วนการเล่นมือถือควรยกเครื่องขึ้นมาดูให้อยู่ในระดับสายตาแทนการก้มหน้ามองต่ำ
บริหารกล้ามเนื้อคอและสะบักเพื่อสร้างความแข็งแรง
การทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดกล้ามเนื้อคอส่วนหน้าและเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อสะบักด้านหลัง จะช่วยดึงรั้งให้โครงสร้างกลับมาสมดุลขึ้น ท่าบริหารง่ายๆ เช่น การดึงคอถอยหลัง (Chin Tuck) ที่ช่วยจัดกระดูกคอให้อยู่แนวเดียวกับลำตัว ทำวันละหลายๆ ครั้งจะช่วยลดอาการเกร็งได้ดีมาก
จัดการความเครียดและการพักผ่อนที่พอดี
ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งโดยไม่รู้ตัว การนอนหลับพักผ่อนบนหมอนที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป หมอนควรมีความโค้งรองรับส่วนเว้าของต้นคอพอดี จะช่วยให้กระดูกคอได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในเวลากลางคืน
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องรีบมาพบแพทย์
ถ้าลองปรับพฤติกรรม ยืดเหยียด และทานยาบรรเทาอาการเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย หมอแนะนำว่าควรมาตรวจประเมินอย่างละเอียดด้วยการทำ MRI หรือเอกซเรย์เพิ่มเติม
- อาการปวดคอรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรบกวนการนอนหลับ
- มีอาการชาที่มือ แขนอ่อนแรง หรือทำของหลุดมือบ่อยๆ
- มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือทรงตัวลำบากเวลาก้าวเดิน
- อาการปวดร้าวลงแขนที่มีไฟฟ้าช็อตวิ่งผ่านตลอดเวลา
ภาวะสูญเสียความโค้งตามธรรมชาติของกระดูกสันหลังส่วนคอเป็นผลลัพธ์จากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เราสามารถป้องกันและดูแลรักษาไม่ให้แย่ลงได้ด้วยความใส่ใจในท่าทางและการเคลื่อนไหวร่างกายในทุกๆ วันครับ