ช่วงนี้เวลาคุยกับคนในบ้านแล้วต้องคอยพูดซ้ำบ่อยๆ หรือเปิดทีวีเสียงดังขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของความเสื่อมตามวัย แต่ในมุมมองของหมอ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของภาวะความบกพร่องทางการได้ยินและการสื่อสารที่กำลังค่อยๆ คืบคลานเข้ามาโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว
การสูญเสียการได้ยินไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องการฟังเสียงรอบตัวเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อการสื่อสาร การใช้ชีวิตประจำวัน และสุขภาพจิตของผู้ป่วยอย่างคาดไม่ถึง วันนี้หมอเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันให้ลึกซึ้งขึ้นครับ
เสียงรอบตัวเริ่มหายไปได้อย่างไร: ทำความเข้าใจกลไกการได้ยินที่เปลี่ยนไป
หูของคนเราเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่ทำงานซับซ้อน ตั้งแต่การรับคลื่นเสียงภายนอก ส่งผ่านไปยังกระดูกชิ้นเล็กๆ ในหูชั้นกลาง และแปลงสัญญาณเป็นกระแสประสาทที่หูชั้นในเพื่อส่งต่อไปยังสมอง
เมื่อเวลาผ่านไป หรือเมื่อหูต้องเผชิญกับปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เช่น เสียงดังมากๆ เป็นประจำ การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในลดลง หรือความเสื่อมตามอายุ เซลล์ขนเล็กๆ ทำหน้าที่รับเสียงในหูชั้นในจะเริ่มเสียหายและตายลง ซึ่งเซลล์เหล่านี้เมื่อเสียหายแล้วจะไม่สามารถงอกใหม่ได้ ส่งผลให้ความสามารถในการได้ยินเสียงความถี่สูง เช่น เสียงกระซิบ เสียงผู้หญิง หรือเสียงเด็ก ค่อยๆ ลดเลือนหายไปก่อน
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่บอกว่าเราเริ่มมีปัญหาเรื่องการฟังและการสื่อสาร
คนไข้หลายคนมักมาพบหมอช้าเกินไป เพราะคิดว่าตัวเองยังได้ยินอยู่ แค่ฟังไม่ค่อยชัด ลองเช็กดูนะครับว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ไหม
- ต้องให้คนอื่นพูดซ้ำบ่อยๆ หรือมักจะตอบไม่ตรงคำถามในระหว่างสนทนา
- รู้สึกว่าคนรอบข้างพูดพึมพำฟังไม่ชัด เหมือนคนอมอะไรอยู่ในปาก
- เพิ่มระดับเสียงโทรทัศน์หรือวิทยุให้ดังกว่าปกติมาก จนคนอื่นในบ้านทัก
- เริ่มหลีกเลี่ยงการไป ในที่ที่มีเสียงดัง หรือสถานที่ชุมชน เพราะรู้สึกว่าฟังไม่รู้เรื่องและเหนื่อยกับการต้องตั้งใจฟัง
- มีเสียงดังวิ้งๆ หรือเสียงหึ่งๆ ในหูตลอดเวลา
ผลกระทบลูกโซ่ เมื่อหูเริ่มตึงจนกระทบต่อความสัมพันธ์รอบตัว
เมื่อการฟังเริ่มมีปัญหา สิ่งที่ตามมาทันทีคืออุปสรรคในการสื่อสารครับ ลองนึกภาพตามว่าเวลาที่เราฟังไม่ทัน เราก็ไม่อยากจะคุยกับใคร เริ่มแยกตัวออกจากสังคม ไม่กล้าไปเจอเพื่อนฝูง หรือร่วมกิจกรรมกลุ่ม
ในผู้สูงอายุ ภาวะนี้เชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสมองไม่ได้ถูกกระตุ้นจากการสนทนาและการรับฟังเสียงรอบตัวเหมือนเคย การปล่อยทิ้งไว้จึงไม่ใช่แค่เรื่องรำคาญใจเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ตรวจเช็กความชัดเจนและแนวทางการดูแลรักษาจากแพทย์
ข่าวดีคือปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยกู้คืนการสื่อสารให้กลับมาดีขึ้นได้มากครับ ขั้นแรกแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องตรวจช่องหู และการทดสอบการได้ยิน (Audiometry) เพื่อดูว่าระดับการได้ยินบกพร่องไปมากน้อยแค่ไหน และอยู่ในส่วนใดของหู
หากพบความผิดปกติ แนวทางดูแลรักษาจะมีตั้งแต่การใช้ยาในกรณีที่มีการอักเสบ การผ่าตัดในบางโรค ไปจนถึงการใช้เครื่องช่วยฟังที่มีเทคโนโลยีทันสมัยในปัจจุบัน ซึ่งมีขนาดเล็ก มองไม่ค่อยเห็น และสามารถปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อัตโนมัติ ช่วยให้กลับมาฟังชัดและสื่อสารกับคนรอบข้างได้มีความสุขเหมือนเดิม
วิธีดูแลสุขภาพหูและการสื่อสารให้ยืนยาว
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอครับ เราสามารถถนอมการได้ยินของเราได้ง่ายๆ ด้วยการหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีเสียงดังมากๆ เป็นเวลานาน หากเลี่ยงไม่ได้ควรใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง ลดการใช้หูฟังแบบสอดหูเป็นเวลานานติดต่อกัน และหมั่นสังเกตตัวเองสม่ำเสมอ
หากเริ่มรู้สึกว่าการได้ยินไม่เหมือนเดิม หรือมีคนทักเรื่องการสื่อสาร อย่าปล่อยไว้นานจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กและหาทางออกร่วมกันนะครับ