ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่มีคุณพ่อคุณแม่หอบหิ้วลูกน้อยวัยแบเบาะเข้ามาที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการตัวร้อนจี๋ แววตาของพวกเขามักจะเต็มไปด้วยความกังวลใจและสับสน บางคนพยายามห่อตัวลูกมาหนาแน่นเพราะกลัวลูกจะหนาวสั่น ขณะที่บางคนเช็ดตัวลูกจนผิวแดงไปหมด หมอเข้าใจดีว่าความร้อนในร่างกายของเด็กทารกเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นตระหนกให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้มากที่สุด เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองได้

เพื่อช่วยให้รับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างตั้งสติและถูกต้อง หมอจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับ ภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงเกินหรือไข้สูงในเด็กทารก ว่าเกิดจากอะไร แตกต่างกันอย่างไร และเมื่อไหร่ที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที

ไข้สูง กับ ภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน แตกต่างกันอย่างไร?

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าอาการตัวร้อนของลูกคือ ไข้ เสมอไป แต่ในทางการแพทย์แล้ว อาการตัวร้อนจัดในเด็กทารกแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลักที่มีสาเหตุและการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • ไข้สูง (Fever): เกิดจากการที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองของลูกสั่งการให้ปรับอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น ไวรัส หรือแบคทีเรีย
  • ภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน (Hyperthermia): เกิดจากการที่ร่างกายของลูกสะสมความร้อนจากภายนอกมากเกินไป จนไม่สามารถระบายออกได้ทัน เช่น การถูกทิ้งไว้ในรถที่ร้อนจัด การสวมใส่เสื้อผ้าหนาเกินไปในห้องที่ไม่มีอากาศถ่ายเท หรือการเล่นกลางแดดจัด โดยที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองไม่ได้สั่งการให้ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ความแตกต่างสำคัญคือ หากเป็นไข้ ร่างกายจะตอบสนองต่อยาลดไข้ แต่หากเป็นภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน การให้ยาลดไข้จะไม่ได้ผลเลย เนื่องจากกลไกในสมองไม่ได้ผิดปกติ สิ่งที่ต้องทำคือการลดอุณหภูมิจากภายนอกร่างกายโดยด่วน

สัญญาณเตือนที่บอกว่าลูกน้อยกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย

การสังเกตอาการของทารกอย่างใกล้ชิดเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาชีวิต เนื่องจากทารกมีระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และผิวหนังยังบอบบาง ทำให้สูญเสียน้ำและเกิดอันตรายจากความร้อนได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

หากลูกเริ่มมีอาการซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือในทางตรงกันข้ามคืองอแงอย่างรุนแรง ร้องไห้โยเยแบบไม่สามารถปลอบให้หยุดได้ สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่าระบบประสาทของลูกเริ่มได้รับผลกระทบจากความร้อนที่สูงเกินไปแล้ว

ผิวแห้ง แดง หรือไม่มีเหงื่อออก

ในกรณีของภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงเกินอย่างรุนแรง คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นว่าผิวของลูกจะแดงและร้อนจัด แต่กลับไม่มีเหงื่อออกเลย ผิวแห้งผาก ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายว่าร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและระบบระบายความร้อนล้มเหลว

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อลูกตัวร้อนจัดจนน่าใจหาย

เมื่อพบว่าลูกมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ และปฏิบัติตามขั้นตอนการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องดังนี้

  • พาเข้าสู่ที่ร่มและเย็น: หากอยู่นอกบ้านให้รีบนำลูกเข้าห้องที่มีเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมถ่ายเทสะดวก ถอดเสื้อผ้าที่หนาหรือห่อตัวออกให้เหลือเพียงเสื้อผ้าเนื้อบางเบา
  • เช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี: ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตัวย้อนทิศทางการไหลเวียนของเลือด โดยเน้นบริเวณข้อพับ ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ร่างกายจะยิ่งกักเก็บความร้อนและอาจทำให้ลูกหนาวสั่นจนไข้ยิ่งสูงขึ้น
  • ป้อนน้ำหรือนมทีละน้อย: หากลูกยังมีสติและสามารถกลืนได้ ให้พยายามป้อนนมแม่หรือน้ำต้มสุกอุ่นๆ ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปทางเหงื่อและการหายใจ

ยาลดไข้สำหรับทารก เรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ให้ดี

การใช้ยาในเด็กทารกจำเป็นต้องมีความระมัดระวังอย่างสูง ยาหลักที่ปลอดภัยและนิยมใช้คือยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็ก โดยขนาดของยาต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของลูกเป็นหลัก ไม่ใช่ตามอายุ และควรกินห่างกันอย่างน้อย 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้

สิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาดคือ การซื้อยาลดไข้กลุ่มแอสไพรินมาให้ทารกกินเอง เนื่องจากยาลดไข้บางชนิดอาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและตับของเด็กอย่างรุนแรง นอกจากนี้ หากเป็นเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 3 เดือน ไม่ควรป้อนยาลดไข้เองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

อาการแบบไหนที่ห้ามรอช้า ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

มีบางสถานการณ์ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้าน และต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในทันที ได้แก่

  • ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีอุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • ลูกมีอาการชักเกร็ง ตาตั้ง หรือกระตุก
  • หายใจหอบเหนื่อย ซี่โครงบุ๋ม หรือมีเสียงดังขณะหายใจ
  • มีอาการซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือไม่ยอมดื่มนมเลย
  • มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกขึ้นตามตัวร่วมด้วย

การดูแลเด็กทารกที่มีไข้สูงหรืออุณหภูมิร่างกายสูงเกินต้องอาศัยความใส่ใจและสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน การมีความรู้ที่ถูกต้องและการเตรียมพร้อมรับมือจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และช่วยให้ลูกรักผ่านพ้นช่วงเวลาเจ็บป่วยได้อย่างปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down