ตับพังลงในชั่วพริบตา เกิดขึ้นได้อย่างไร?
หลายคนมักคิดว่าโรคตับเป็นเรื่องไกลตัว หรือมักจะเกิดกับคนที่ดื่มเหล้าสะสมมาเป็นสิบๆ ปีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มีภาวะรุนแรงอย่างหนึ่งที่เรียกว่าภาวะตับวายเฉียบพลัน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับคนที่เคยแข็งแรงดีอยู่แล้ว โดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันหรือสัปดาห์เดียวเท่านั้น ตับที่เคยทำหน้าที่เป็นโรงงานกำจัดสารพิษและผลิตสารอาหารสำคัญกลับหยุดทำงานลงอย่างกะทันหัน จนร่างกายตั้งรับไม่ทัน
ในฐานะหมอ เวลาที่เจอเคสแบบนี้ในห้องฉุกเฉิน มันน่าตกใจเสมอเพราะอาการทรุดลงเร็วมาก วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับเจ้าโรคร้ายตัวนี้ให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้รู้ทันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่บอกว่าตับกำลังส่งเสียงร้องขอชีวิต?
ความน่ากลัวของภาวะตับวายเฉียบพลันคือ อาการเริ่มต้นมันช่างดูธรรมดาเสียเหลือเกิน จนหลายคนคิดว่าเป็นแค่พักผ่อนไม่พอหรืออาหารเป็นพิษ ลองเช็กดูสิว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเหล่านี้อยู่หรือเปล่า
- ตัวเหลืองตาเหลืองขึ้นมาอย่างฉับพลัน: นี่คือสัญญาณคลาสสิกที่ฟ้องว่าสารสีเหลืองในเลือดที่ชื่อว่าบิลิรูบินสะสมจนล้น
- ปวดแน่นชายโครงขวา: บริเวณที่เจ้าตับนอนสงบนิ่งอยู่ เริ่มมีอาการตึงหรือเจ็บแปล๊บๆ
- อ่อนเพลียคลื่นไส้แบบไม่มีสาเหตุ: กินอะไรก็ไม่อร่อย รู้สึกพะออมพะอมตลอดเวลาเหมือนคนแพ้ท้อง
- สมองเริ่มเบลอหรือซึมลง: เริ่มจำไม่ได้ว่าวันอะไร พูดจาสับสน หรือนอนหลับผิดปกติในช่วงกลางวัน
- มีเลือดออกผิดปกติ: เช่น เลือดกำเดาไหลง่าย แปรงฟันแล้วเลือดออกตามไรฟัน หรือมีรอยช้ำตามตัวโดยไม่รู้สาเหตุ
ภัยเงียบใกล้ตัว: ตัวการใหญ่ที่ทำให้ตับวายเฉียบพลัน
ถ้าถามว่าอะไรคือชนวนเหตุที่ทำให้ตับที่ดีๆ พังลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว สาเหตุหลักๆ มักจะหนีไม่พ้นเรื่องเหล่านี้
การกินยาเกินขนาดหรือพิษจากสมุนไพรบางชนิด
พระเอกในทางลบอันดับหนึ่งมักจะเป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างพาราเซตามอล หากกินเกินขนาดที่กำหนดติดต่อกัน หรือกินร่วมกับแอลกอฮอล์ ตับจะต้องทำงานหนักเกินพิกัดจนเซลล์ตับตายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยาชุด ยาหม้อ หรือสมุนไพรบางชนิดที่โฆษณาว่าล้างพิษตับ ก็อาจกลายเป็นตัวทำลายตับเสียเองถ้ามีส่วนผสมที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ
ไวรัสตับอักเสบชนิดร้ายแรง
โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี ที่อาจกำเริบเฉียบพลัน หรือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและอีในบางกรณี ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้เข้าไปจู่โจมเซลล์ตับโดยตรงจนเกิดการอักเสบขั้นรุนแรง
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบพาตัวส่งโรงพยาบาลด่วนที่สุด?
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองร่วมกับอาการซึมลง พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือปลุกไม่ค่อยตื่น นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะรอดูอาการอีกต่อไปแล้วครับ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะทุกนาทีหลังจากนี้หมายถึงความเป็นความตาย เนื่องจากสารพิษในเลือดเริ่มขึ้นไปคั่งที่สมองจนเกิดภาวะสมองบวมจากโรคตับ ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
วิธีรักษาของแพทย์เมื่อเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤต
เมื่อผู้ป่วยมาถึงมือหมอ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการประคับประคองชีวิตอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เพื่อลดภาระของตับและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะอื่น
- การให้ยาต้านพิษเฉพาะทาง: เช่น การให้ยา acetylcysteine ทันทีหากสงสัยว่าเกิดจากพิษพาราเซตามอล
- การเฝ้าระวังระบบประสาทและเลือด: คอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เกลือแร่ และการแข็งตัวของเลือด
- การเตรียมตัวปลูกถ่ายตับ: ในกรณีที่เซลล์ตับถูกทำลายไปจนเกินกว่าจะฟื้นฟูเองได้ การผ่าตัดเปลี่ยนตับใหม่จากผู้บริจาคคือความหวังสุดท้ายและทางรอดเดียวที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ได้
ดูแลตับตั้งแต่วันนี้ ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลัง
ตับเป็นอวัยวะที่มีความมหัศจรรย์มาก เพราะเขามีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองสูง แต่ถ้าเราทำร้ายเขาหนักเกินไปจนถึงจุดที่เรียกว่าภาวะตับวายเฉียบพลัน เขาก็ไม่ไหวเหมือนกันครับ ทางที่ดีที่สุดคือการใช้ยาอย่างระมัดระวัง ไม่กินยาเกินขนาด หลีกเลี่ยงยาชุดหรือสมุนไพรที่ไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด และฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลมครับ