หลายคนที่เดินเข้ามาตรวจตาแล้วคุณหมอบอกว่าความดันในลูกตาสูง เริ่มมีความกังวลใจกลัวว่าจะต้องผ่าตัดใหญ่ หรือต้องหยอดตาไปตลอดชีวิต ยิ่งพอบอกว่าถึงเวลาที่ต้องใช้การรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อเปิดทางระบายน้ำในตา หลายคนยิ่งตกใจกลัวว่าแสงเลเซอร์จะอันตรายไหม เจ็บหรือเปล่า วันนี้หมออยากชวนมาคุยกันสบายๆ ในบล็อกนี้ เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าเจ้านวัตกรรมแสงเลเซอร์ตัวนี้เข้ามาช่วยดึงความดันตาให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้อย่างไร และมันน่ากลัวน้อยกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยครับ
ความดันตาสูงเกินไปเกิดจากอะไร และทำไมต้องพึ่งเลเซอร์?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองจินตนาการว่าดวงตาของเราเหมือนอ่างล้างหน้าที่มีก๊อกเปิดน้ำไหลเข้าตลอดเวลา ซึ่งน้ำในที่นี้คือของเหลวใสที่สร้างขึ้นภายในตาเพื่อหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ และในขณะเดียวกันก็ต้องมีท่อสะดืออ่างคอยระบายน้ำเก่าออกไปเพื่อให้ระดับน้ำคงที่
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่อระบายน้ำหรือจุดกรองของเสียเริ่มตีบตัน น้ำระบายออกไม่ทัน ปริมาณน้ำในตาก็สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนดันให้ลูกตาตึงตัวกลายเป็นโรคความดันตาสูง หรือนำไปสู่โรคต้อหิน หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมจัดการ แรงดันนี้จะไปเบียดทำคั้นขยี้เส้นประสาทตา ส่งผลให้ลานสายตาค่อยๆ แคบลงจนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ในที่สุด การใช้การรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อเปิดทางระบายน้ำในตาจึงเข้ามาทำหน้าที่เปรียบเสมือนการทะลวงท่อระบายน้ำที่ตัน ให้กลับมาไหลลื่นได้อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลใหญ่
ส่องกล้องดูชนิดของเลเซอร์: แบบไหนที่เหมาะกับตาเรา?
เวลาที่หมอวางแผนรักษาด้วยแสงเลเซอร์ ไม่ใช่ว่าใช้แสงเดี่ยวๆ กับตาทุกคนนะครับ ทางการแพทย์เราจะแบ่งประเภทของเลเซอร์ตามลักษณะปัญหาของมุมระบายน้ำในตา โดยหลักๆ ที่นิยมใช้จะมีอยู่สองแบบด้วยกัน
เลเซอร์ขยายท่อระบายน้ำด้วยความร้อนต่ำเพื่อฟื้นฟูเซลล์
วิธีนี้แพทย์จะใช้แสงเลเซอร์พลังงานต่ำยิงไปที่ตาข่ายระบายน้ำโดยตรง เป้าหมายคือการกระตุ้นกระบวนการทางชีวภาพให้เซลล์บริเวณนั้นกลับมาทำงานขับของเหลวได้ดีขึ้น ท่อระบายน้ำที่เคยอืดอาดก็จะโล่งขึ้น ข้อดีคือไม่ทำลายเนื้อเยื่อตา เหมาะกับผู้ป่วยโรคต้อหินมุมเปิดที่ไม่อยากหยอดตาหลายตัว หรือใช้ร่วมกับการหยอดตาเพื่อคุมความดันให้อยู่หมัด
เลเซอร์เจาะรูระบายน้ำฉุกเฉินสำหรับคนไข้ต้อหินมุมปิด
สำหรับบางคนที่โครงสร้างมุมตาแคบมากๆ จนม่านตาไปปิดกั้นทางเดินน้ำ แบบนี้อันตรายเพราะความดันตาอาจพุ่งสูงปรี๊ดกะทันหัน แพทย์จะใช้เลเซอร์อีกชนิดหนึ่งมาเจาะรูเล็กๆ ที่บริเวณขอบม่านตา เพื่อสร้างทางลัดให้ของเหลวไหลผ่านไปห้องระบายน้ำด้านหน้าได้ทันที เหมือนเจาะหน้าต่างบานใหม่ให้ลมโกรกเข้ามาได้นั่นเอง
ขั้นตอนการยิงเลเซอร์เจ็บไหม ใช้เวลานานแค่ไหน?
นี่คือคำถามยอดฮิตที่คนไข้ถามหมอทุกวันก่อนขึ้นเตียงยิงเลเซอร์ คำตอบคือ ไม่เจ็บอย่างที่คิดครับ ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาอยู่ในห้องตรวจไม่เกิน 15 ถึง 30 นาทีเท่านั้น โดยมีลำดับขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
- หยอดยาชา: พยาบาลจะหยอดยาชาลงในตาให้ เพื่อให้เราไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ
- ใส่เลนส์พิเศษ: หมอจะวางเลนส์อันเล็กๆ แนบลงบนกระจกตา เพื่อช่วยรวมแสงเลเซอร์ให้ส่องตรงไปยังจุดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
- ยิงเลเซอร์: เราจะเห็นแสงแฟลชวบวาบสีเขียวหรือสีแดงสว่างๆ แต่อาจจะรู้สึกแค่เหมือนมีมดมากัดเบาๆ หรือจี๊ดที่ตาเล็กน้อยเท่านั้น
- วัดความดันตาซ้ำ: หลังทำเสร็จ พยาบาลจะให้นั่งพักรอดูอาการประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งหยอดยาเพื่อป้องกันความดันตาพุ่งกระชากชั่วคราว แล้วจึงวัดความดันตาอีกรอบก่อนกลับบ้าน
ดูแลตัวเองอย่างไรให้แผลหายไวและปลอดภัยหลังยิงเลเซอร์
แม้ว่าการรักษาด้วยวิธีนี้จะไม่มีแผลผ่าตัดเย็บเจ็บตัว แต่ดวงตาก็ยังต้องการการพักผ่อนและการดูแลเป็นพิเศษในช่วงวันแรกๆ เพื่อป้องกันอาการอักเสบ
การใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
หลังทำเลเซอร์ หมอมักจะจ่ายยาหยอดตาลดการอักเสบหรือยาหยอดตาควบคุมความดันมาให้ ต้องหยอดตามเวลาที่ฉลากยาแนะนำห้ามขาด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตาอักเสบตามมา
กิจกรรมอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงชั่วคราว
ในช่วง 2-3 วันแรก ควรงดการแต่งหน้า ทาครีมรอบดวงตา และระวังไม่ให้น้ำกระเด็นเข้าตาเวลาอาบน้ำหรือสระผม เพื่อป้องกันเชื้อโรคเล็ดลอดเข้าไป นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการก้มหน้ายกของหนักๆ หรือใช้สายตากวาดหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป ให้ดวงตาได้พักผ่อนเต็มที่
อาการแบบไหนหลังทำเลเซอร์ ที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์ทันที?
โดยทั่วไปอาการตามัวเบลอเล็กน้อยหรือระคายเคืองหลังยิงเลเซอร์จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง แต่ถ้าหากคุณมีอาการผิดปกติเหล่านี้ร่วมด้วย อย่านิ่งนอนใจเด็ดขาด ควรรีบติดต่อคลินิกหรือโรงพยาบาลทันที
- ปวดตาอย่างรุนแรงและฉับพลัน ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
- ตามัวลงอย่างเห็นได้ชัด มองไม่ค่อยเห็นเหมือนตอนแรกทำเสร็จใหม่ๆ
- ตาแดงก่ำมาก ขี้ตาเป็นหนอง หรือปวดตื้อลึกๆ ในเบ้าตาตลอดเวลา
- เห็นแสงแฟลชแปลกๆ หรือมีเงาดำคล้ายม่านบังสายตาขยับไปมา
การหมั่นสังเกตอาการตัวเองและการมาพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยปกป้องการมองเห็นของเราให้สดใสไปได้อีกนานครับ