ตื่นเช้ามาลืมตาไม่ขึ้น เปลือกตาติดกันแน่นเพราะมีขี้ตาเกรอะกรัง ตาขาวกลายเป็นสีแดงระเรื่อ แถมยังรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีเศษทรายอยู่ในตาตลอดเวลา อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคตาแดงที่หลายคนมักจะเคยเจออย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต
ในฐานะหมอรักษาคนไข้โรคตามาหลายปี ปัญหาใหญ่ที่หมอมักจะเจอคือ คนไข้หลายคนแยกไม่ออกว่าอาการตาแดงของตัวเองเกิดจากสาเหตุใด แล้วรีบไปซื้อยาหยอดตามาใช้เองทันที ซึ่งบางครั้งยาเหล่านั้นมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ที่อาจทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ วันนี้หมอจะมาชวนคุยและแชร์วิธีสังเกตอาการแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้รู้เท่าทันโรคนี้กัน
แยกให้ออก: ตาแดงจากไวรัส กับ ตาแดงจากแบคทีเรีย ต่างกันอย่างไร?
แม้ว่าอาการภายนอกจะดูตาแดงเหมือนกัน แต่หากสังเกตให้ดีจะพบความแตกต่างที่ช่วยให้เราประเมินเบื้องต้นได้ว่า ร่างกายของเรากำลังเผชิญกับโรคตาแดงจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียกันแน่ โดยมีความแตกต่างหลักที่สังเกตได้ดังนี้
ตาแดงจากเชื้อไวรัส (Viral Conjunctivitis)
- ลักษณะขี้ตา: มักไม่มีขี้ตาเข้มข้น แต่จะมีน้ำตาไหลเยอะ ตาแฉะ และมีขี้ตาเป็นเมือกใสหรือสีขาวใสบางเบา
- อาการร่วม: มักมีอาการตาแดงเริ่มจากตาข้างหนึ่งก่อน แล้วลามไปอีกข้างภายในไม่กี่วัน มักมีอาการหวัด เจ็บคอ มีไข้ต่ำ หรือมีต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโตและกดเจ็บร่วมด้วย
- การระบาด: ติดต่อง่ายและรวดเร็วมาก มักระบาดในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือชุมชนที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น
ตาแดงจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Conjunctivitis)
- ลักษณะขี้ตา: มีขี้ตาข้นเหนียว สีเหลืองหรือสีเขียวสะท้อนแสงอย่างชัดเจน มักทำให้ลืมตายากในตอนเช้าเพราะขี้ตาแห้งกรังติดขนตา
- อาการร่วม: รู้สึกระคายเคือง แสบตา และเจ็บตามากกว่ากลุ่มไวรัส แต่มักไม่มีอาการหวัดหรือต่อมน้ำเหลืองโต
- การระบาด: มักเกิดจากการเอามือที่ไม่สะอาดไปขยี้ตา หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรีย
วิธีรักษาและดูแลดวงตาเมื่อเกิดอาการ
เมื่อรู้สาเหตุเบื้องต้นแล้ว วิธีการรักษาก็จะแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อที่เป็นตัวต้นเหตุ ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
หากตรวจพบว่าเป็นโรคตาแดงจากการติดเชื้อไวรัสหรือมีอาการของไวรัสเด่นชัด การรักษาหลักคือการประคับประคองตามอาการเนื่องจากยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อชนิดหยอดตาจะไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัส หมอจะแนะนำให้หยอดน้ำตาเทียมเพื่อลดการระคายเคือง และอาจให้ยาหยอดตากลุ่มต้านการอักเสบในรายที่มีอาการรุนแรง ทั้งนี้โรคตาแดงจากไวรัสมักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์
แต่หากประเมินแล้วว่าเป็นตาแดงจากแบคทีเรีย การรักษาจำเป็นต้องได้รับยาหยอดตาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยตรง ซึ่งควรหยอดตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดและหยอดให้ครบระยะเวลาที่กำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย
วิธีประคบและดูแลดวงตาที่บ้านเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง
ระหว่างที่รอให้โรคสงบลง การดูแลดวงตาอย่างถูกวิธีจะช่วยให้รู้สึกสบายตาขึ้นและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ดังนี้
- ประคบเย็นช่วยลดบวม: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นบิดหมาด หรือเจลประคบเย็นห่อด้วยผ้าสะอาด วางประคบบนเปลือกตาครั้งละ 10-15 นาที จะช่วยลดอาการบวม แสบระคายเคือง และทำให้หลอดเลือดหดตัว
- เช็ดทำความสะอาดขี้ตาอย่างเบามือ: ใช้สำลีแผ่นหรือสำลีก้อนชุบน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) ค่อยๆ เช็ดขี้ตาจากหัวตาไปหางตา โดยใช้สำลีหนึ่งชิ้นต่อการเช็ดหนึ่งครั้ง ไม่เช็ดซ้ำไปมาเพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อ
- งดใส่คอนแทคเลนส์เด็ดขาด: ในช่วงที่มีอาการตาแดง ควรงดใส่คอนแทคเลนส์จนกว่าตาจะหายเป็นปกติอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังหยุดยา เพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงที่กระจกตา
อาการแบบไหนที่ถือว่าอันตราย และต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าโรคตาแดงส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองหรือรักษาหายขาดได้ง่าย แต่หากมีอาการเตือนดังต่อไปนี้ หมอแนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจและต้องรีบเดินทางไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
- มีอาการตามัวลง มองเห็นภาพไม่ชัดเจนเหมือนเดิม
- รู้สึกปวดเบ้าตาอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่ระคายเคืองเคืองตา
- ตาสู้แสงไม่ได้ ลืมตาในที่สว่างไม่ได้เลย
- มีหนองไหลออกมาจากตาตลอดเวลา
- อาการตาแดงไม่ดีขึ้นเลยหลังการรักษาผ่านไป 3-4 วัน
วิธีป้องกันไม่ให้คนรอบตัวติดเชื้อตาแดงไปด้วยกัน
เนื่องจากโรคตาแดงจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มไวรัส สามารถแพร่กระจายได้ง่ายมากผ่านการสัมผัส สิ่งสำคัญคือการตัดวงจรการแพร่เชื้อด้วยการล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน หรือเครื่องสำอางแต่งตา และที่สำคัญที่สุดคือห้ามขยี้ตาเด็ดขาด เพราะจะเป็นการนำเชื้อจากตาข้างหนึ่งไปอีกข้าง หรือแพร่กระจายเชื้อไปยังพื้นผิวต่างๆ ที่เราไปสัมผัสต่อ