ลูกขอให้อุ้มตลอดเวลา วางลงไม่ได้เลย แบบนี้เรียกว่าอะไร?
คุณแม่หลายคนมักจะมาปรึกษาผมที่คลินิกด้วยความเหนื่อยล้า พร้อมกับคำถามยอดฮิตว่า ลูกวัยนี้ทำไมถึงวางไม่ลงเลย อุ้มเดินกล่อมนอนหลับดีพอก้มลงวางบนเบาะ สะดุ้งตื่นร้องไห้จ้าทันที หรือบางทีแค่วางตัวลงเพื่อไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวก็ส่งเสียงร้องประท้วงเหมือนโลกจะแตก อาการแบบนี้ในทางการแพทย์และจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก เรามักจะเรียกว่า ภาวะติดมือหรือต้องการความใกล้ชิดจากผู้เลี้ยงดู ซึ่งเป็นช่วงเวลาท้าทายจิตใจคุณแม่มือใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ทำไมลูกถึงตัวติดกับเราแจ? เปิดมุมมองความรู้สึกของเจ้าตัวเล็ก
ถ้าเราลองมองผ่านสายตาของเด็กทารก เราจะเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงต้องการความใกล้ชิดตลอดเวลา ในช่วงขวบปีแรก โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่และน่ากลัวสำหรับเขา การได้ยินเสียงหัวใจเต้น การได้กลิ่นกาย และสัมผัสอุ่นๆ จากอกของแม่ คือสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยที่สุด เปรียบเสมือนเกราะป้องกันภัยชั้นดี ภาวะติดมือหรือต้องการความใกล้ชิดจากผู้เลี้ยงดู จึงไม่ใช่พฤติกรรมเอาแต่ใจ หรือการฝึกนิสัยเสียอย่างที่ผู้ใหญ่อุ้มหลานรุ่นก่อนๆ มักจะเตือนด้วยความหวังดี แต่แท้จริงแล้วมันคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดตามธรรมชาติของมนุษย์ต่างหาก
ช่วงเวลาสำคัญที่เด็กๆ มักจะเกาะติดเราเป็นพิเศษ
พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดไป แต่มักจะมีช่วงพีคที่เด็กๆ จะแสดงอาการชัดเจนเป็นพิเศษ ได้แก่:
- ช่วงอายุ 3 ถึง 9 เดือน: เป็นวัยที่เริ่มแยกแยะได้แล้วว่าใครคือแม่ เริ่มมีความกลัวคนแปลกหน้า และเรียนรู้เรื่องความผูกพัน (Attachment)
- ช่วงที่มีการพัฒนาการก้าวกระโดด (Growth Spurt): เช่น ช่วงที่กำลังจะตั้งไข่ เริ่มคลาน หรือฟันกำลังจะขึ้น เด็กจะรู้สึกไม่สบายตัวและต้องการความมั่นทางจิตใจสูง
- ช่วงที่ไม่สบายหรือป่วย: ตอนไม่สบายตัว เจ้าตัวเล็กจะอ้อนเก่งเป็นพิเศษเพราะต้องการให้แม่ปลอบโยน
รับมืออย่างไรไม่ให้คุณแม่สติหลุด กับวันที่ลูกขอให้อุูมทั้งวัน
การต้องอุ้มลูกตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันสร้างความปวดเมื่อยทั้งหลัง ไหล่ และแขน แถมยังทำให้คุณแม่ไม่ได้พักผ่อนจนเกิดความเครียดสะสม เพื่อรับมือกับ ภาวะติดมือหรือต้องการความใกล้ชิดจากผู้เลี้ยงดู เราสามารถค่อยๆ ปรับวิธีดูแลได้โดยไม่ต้องใจร้ายปล่อยให้ลูกร้องไห้จนใจขาด:
ใช้อุปกรณ์ช่วยอุ้มผ่อนแรง
การใช้เป้อุ้มเด็ก (Baby Carrier) ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ จะช่วยกระจายน้ำหนักตัวลูกไปที่สะโพกและไหล่ของคุณแม่ ทำให้มือทั้งสองข้างยังพอมีอิสระในการทำกิจวัตรเล็กๆ น้อยๆ ได้ พร้อมๆ กับที่ลูกยังได้สัมผัสความอบอุ่นใกล้ชิดเหมือนเดิม
เปลี่ยนจากการอุ้มเดิน เป็นการนั่งโอบกอด
เมื่อลูกเริ่มคุ้นเคย ลองเปลี่ยนจากการยืนอุ้มเดินไปมา เป็นการนั่งบนเก้าอี้โยกหรือโซฟา แล้วโอบกอดแนบชิดแทน วิธีนี้ช่วยลดภาระกล้ามเนื้อขาของคุณแม่ลงได้มาก และยังใช้โอกาสนี้พูดคุย ร้องเพลงกล่อมเบาๆ ให้ลูกอุ่นใจ
ค่อยๆ ถอนสัมผัสทีละนิด
เวลาวางลูกลงนอน ลองใช้วิธีวางก้นลงก่อน แล้วค่อยๆ วางหลังและศีรษะตามลงไปช้าๆ มือยังคงแตะหรือโอบตัวลูกไว้อีกสักครู่ รอจนลูกหลับลึกสนิทจริงๆ แล้วค่อยๆ ชักมือออกทีละน้อย เพื่อให้เขายังรู้สึกถึงความปลอดภัยต่อเนื่อง
ความเข้าใจและความอดทน คือกุญแจสำคัญที่สุด
อยากให้คุณแม่ทุกคนสบายใจและคลายความกังวลลงได้ว่า ภาวะติดมือหรือต้องการความใกล้ชิดจากผู้เลี้ยงดู นี้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในชีวิตของลูกเท่านั้น เมื่อเขาโตขึ้น มีพัฒนาการทางร่างกายที่แข็งแรงขึ้น สามารถคลาน เดิน และสื่อสารได้ดีขึ้น ความมั่นใจในตัวเองจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น และเขาจะเริ่มแยกตัวออกไปสำรวจโลกกว้างด้วยตัวเองทีละน้อย ความรักและความอบอุ่นที่เราให้กับเขาอย่างเต็มที่ในช่วงเวลานี้ จะเติบโตไปเป็นพื้นฐานจิตใจที่มั่นคงแข็งแรงของเขาในอนาคตอย่างแน่นอนครับ