ช่วงนี้เวลาอุ้มลูกหรือนั่งคุยกัน หลายคนอาจจะเริ่มสังเกตว่าลูกดูเหม่อลอยแปลกๆ เรียกแล้วไม่ค่อยหัน หรือเวลาเราพยายามเข้าไปพูดคุยด้วย ลูกก็มักจะหลบตา ไม่ยอมมองหน้าตรงๆ ในฐานะหมอเด็กและคนใกล้ชิดครอบครัว ผมเข้าใจดีว่าความกังวลใจแบบนี้มันวิ่งเข้ามาในหัวของพ่อแม่ทันทีว่า ลูกเรากำลังเป็นอะไรหรือเปล่า
อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กที่เราจะมองข้ามได้ เพราะบางครั้งมันอาจเป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ของภาวะบางอย่างที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่อายุยังน้อย วันนี้ผมเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องอาการเหม่อลอยและไม่สบตาไปพร้อมๆ กันแบบภาษาคนเลี้ยงลูก เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าตอนไหนควรสังเกตต่อ และตอนไหนควรพาไปหาหมอครับ
ลูกเหม่อลอยและไม่สบตาแบบไหน ที่หมออยากให้พ่อแม่ลองสังเกตใกล้ชิด
เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการและจังหวะชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเราเริ่มเห็นพฤติกรรมบางอย่างซ้ำๆ จนรู้สึกได้ว่ามันต่างจากเด็กวัยเดียวกัน นั่นคือจุดที่เราควรเริ่มบันทึกรายละเอียดไว้ครับ
เรียกชื่อแล้วเหมือนไม่ได้ยิน นั่งใจลอยมองผนังนานๆ
เวลาที่เราเรียกชื่อลูก หรือชวนคุยเรื่องสนุกๆ แต่ลูกกลับนิ่งเฉย เหม่อมองไปที่กำแพงหรือเพดานโดยไม่มีโฟกัส นานเป็นนาทีโดยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เหมือนโลกใบนั้นมีแค่เขากับความคิดของตัวเอง อาการแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่ใช่แค่เด็กกำลังเพลิน แต่ต้องระวังเรื่องการรับรู้หรือภาวะบางอย่างทางสมอง
หลบตา ไม่สบตา หรือมองผ่านเราไปเหมือนอากาศธาตุ
การสบตาคือภาษาแรกเกิดของมนุษย์ที่ใช้เชื่อมโยงความรู้สึก ถ้าลูกอายุเริ่มโตพอที่จะส่งยิ้มและสบตาตอบรับความรักจากพ่อแม่ได้แล้ว แต่กลับหลบตา มองพื้น หรือมองเลยหูเลยตาเราไปทุกครั้งที่เราอุ้มหรือคุยด้วย นี่คือหมุดสำคัญที่แพทย์มักจะใช้ประเมินเรื่องพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์
สาเหตุเบื้องหลังอาการเหม่อลอยและไม่สบตาที่พบได้บ่อย
การที่เด็กคนหนึ่งแสดงพฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคร้ายแรงเสมอไปครับ มันเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ไปจนถึงภาวะที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
- ภาวะออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder): มักมาเป็นแพ็กเกจ ทั้งเรื่องไม่สบตา ไม่ค่อยพูด ช้ากว่าวัย และชอบทำอะไรซ้ำๆ
- ปัญหาการได้ยิน: เด็กบางคนไม่ได้เหม่อลอยเพราะใจลอย แต่เพราะเขาได้ยินไม่ชัดเจน ทำให้ไม่รู้ว่ามีคนเรียก
- ภาวะชักแบบเหม่อ (Absence Seizures): เป็นลมชักชนิดหนึ่งที่เด็กจะนิ่งค้างไปชั่วขณะ ทำอะไรอยู่ก็จะหยุดชะงักทันที พอดึงสติกลับมาก็จำอะไรไม่ได้
- ความเครียดหรือสภาพแวดล้อม: การได้รับหน้าจอโทรศัพท์แท็บเล็ตมากเกินไป ก็ทำให้เด็กหลุดเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวและไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
วิธีดูแลและวิธีเช็กเบื้องต้นที่บ้าน
ก่อนจะพาไปพบแพทย์ พ่อแม่สามารถลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสังเกตลูกน้อยด้วยวิธีง่ายๆ เหล่านี้ดูก่อนได้ครับ
ลด ละ เลิก หน้าจอ และเพิ่มเวลาสบตาพูดคุย
ลองสำรวจดูก่อนว่าลูกใช้เวลาอยู่หน้าจอนานแค่ไหน เพราะแสงสีฟ้าและคอนเทนต์ที่ไหลเร็วเกินไป ทำให้สมองเด็กปรับตัวจนไม่อยากสบตากับมนุษย์จริงๆ การงดหน้าจอเด็ดขาดแล้วหันมานั่งมองหน้า เล่นจ๊ะเอ๋ หรืออ่านนิทานร่วมกัน จะช่วยดึงลูกกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้ดีขึ้น
ลองเช็กการได้ยินเบื้องต้น
ลองทำเสียงปรบมือดังๆ หรือเคาะของเล่นทางด้านหลังที่ลูกมองไม่เห็น เพื่อดูว่าเขามีปฏิกิริยาหันตามเสียงไหม ถ้าลูกไม่หันเลย แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจการได้ยินให้แน่ใจ
อาการแบบไหนที่พามาเจอหมอแล้วสบายใจที่สุด
ถ้าลองปรับเรื่องหน้าจอและเพิ่มความใส่ใจแล้ว ลูกยังมีอาการเหม่อลอยและไม่สบตาอยู่เหมือนเดิม หรือมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น พัฒนาการช้ากว่าเกณฑ์ พูดช้า ไม่พูดตามวัย หรือมีอาการเหม่อค้างแบบควบคุมไม่ได้ แนะนำให้พามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมทันทีครับ การตรวจพบเร็วและได้รับการกระตุ้นที่ถูกวิธี จะช่วยให้ลูกเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขตามวัยของเขาครับ