ช่วงนี้ใครมีอาการแสบขัดเวลาเข้าห้องน้ำ หรือรู้สึกเหมือนปวดปัสสาวะตลอดเวลาแต่,ออกมานิดเดียวบ้างไหมครับ อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนภัยใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มักเจอโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเล่นงานอยู่บ่อยครั้ง ต้นเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากไหนไกลเลยครับ เป็นเจ้าเจ้าแบคทีเรียตัวร้ายที่เล็ดลอดเข้าไปอยู่ในทางเดินปัสสาวะของเรานี่เอง
เวลาที่คนไข้มาหาที่คลินิกด้วยอาการแบบนี้ สิ่งแรกๆ ที่หมอมักจะถามเสมอคือ ช่วงนี้ดื่มน้ำน้อยหรือเปล่า เพราะในฐานะแพทย์ หมออยากบอกเลยว่า วิธีธรรมชาติที่ง่ายที่สุด ถูกที่สุด และได้ผลดีที่สุดในการจัดการกับเจ้าแบคทีเรียเหล่านี้ ก็คือการดื่มน้ำนี่แหละครับ
กลไกธรรมชาติของร่างกาย: ทำไมการดื่มน้ำถึงช่วยไล่เจ้าแบคทีเรียออกไปได้?
ทางเดินปัสสาวะของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ ถูกออกแบบมาให้มีระบบทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ เปรียบเสมือนบ้านที่มีระบบท่อระบายน้ำที่ดี เมื่อเราดื่มน้ำสะอาดเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ ไตของเราจะทำหน้าที่กรองของเสียและผลิตปัสสาวะออกมามากขึ้น
กระบวนการนี้จะสร้างแรงดันและการไหลเวียนที่ช่วยชะล้าง หรือที่หมอชอบเรียกว่า กระบวนการฟลัช (Flush) ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดสายยางฉีดน้ำแรงๆ ไล่สิ่งสกปรกและเจ้าแบคทีเรียที่เกาะอยู่ตามผนังทางเดินปัสสาวะให้ออกไปจากร่างกายก่อนที่พวกมันจะทันได้แบ่งตัวและลุกลามจนเกิดเป็นการติดเชื้ออักเสบขึ้นมาจริงๆ
ดื่มน้ำสะอาดปริมาณเท่าไหร่ถึงจะพอดีกับการขับแบคทีเรีย?
คำถามยอดฮิตที่หมอต้องตอบทุกวันคือ ตกลงแล้วต้องดื่มน้ำวันละกี่แก้วกันแน่ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ค่อยมีโรคประจำตัวอะไร สูตรมาตรฐานคือประมาณ 8 ถึง 10 แก้วต่อวัน หรือคิดเป็นปริมาณราวๆ 2 ลิตร
แต่ถ้าใครที่กำลังเริ่มมีอาการระคายเคืองปัสสาวะ หรือรู้ตัวว่าเป็นคนติดอั้นปัสสาวะบ่อยๆ หมอแนะนำให้เพิ่มปริมาณขึ้นอีกหน่อยครับ ลองจิบน้ำสะอาดเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน อย่ารอให้คอแห้งหรือกระหายน้ำจัดค่อยดื่ม เพราะนั่นแปลว่าร่างกายเริ่มส่งสัญญาณขาดน้ำแล้ว การจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง จะช่วยให้ร่างกายมีปริมาณปัสสาวะไหลเวียนมาชำระล้างแบคทีเรียได้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน
เช็คสีปัสสาวะตัวเองด่วน: สัญญาณบอกว่าดื่มน้ำพอหรือยัง?
เราไม่ต้องมาคอยนั่งนับแก้วน้ำกันตลอดเวลาก็ได้ครับ วิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดและแม่นยำที่สุดคือการมองสีปัสสาวะของตัวเองเวลาเข้าห้องน้ำ
- สีเหลืองเข้มจัดหรือสีชาแก่: แปลว่าร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง แบคทีเรียชอบมากเพราะเป็นแหล่งอาหารชั้นดี แถมยังระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะด้วย รีบดื่มน้ำด่วนเลยครับ
- สีเหลืองอ่อนใสเหมือนฟางข้าว: นี่คือสีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด แปลว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ระบบไหลเวียนและขับถ่ายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- สีใสแจ๋วเหมือนน้ำเปล่า: อันนี้ก็ดื่มน้ำเยอะเกินไปหน่อยครับ ไตต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น ลดปริมาณลงนิดนึงก็ได้
พฤติกรรมแย่ๆ ที่เผลอทำ ทำให้แบคทีเรียยิ่งได้ใจ
การดื่มน้ำสะอาดอย่างเดียวอาจไม่พอ ถ้าเรายังมีพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่างที่เปิดทางให้แบคทีเรียเติบโตได้ดีขึ้น หมออยากให้ลองเช็คดูว่าตัวเองเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า
- ชอบอั้นปัสสาวะ: เวลาทำงานยุ่งๆ หรือไม่อยากเข้าห้องน้ำนอกบ้าน หลายคนเลือกที่จะอั้นไว้ รู้ไหมครับว่าการทำแบบนี้ทำให้กระเพาะปัสสาวะขยายตัวค้างไว้ แบคทีเรียที่มีอยู่แล้วในปริมาณน้อย จะมีเวลาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นการเพาะเชื้อชั้นดีเลยทีเดียว
- ดื่มเครื่องดื่มหวานๆ แทนน้ำเปล่า: น้ำอัดลม ชานมไข่มุก หรือกาแฟหวานๆ ไม่ได้ช่วยขับแบคทีเรียแถมยังเพิ่มน้ำตาลในปัสสาวะ ซึ่งเป็นอาหารโปรดของแบคทีเรียอีกต่างหาก
- ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นไม่ถูกวิธี: สำหรับคุณผู้หญิง การเช็ดทำความสะอาดจากหลังมาหน้า เป็นการดึงเอาแบคทีเรียจากลำไส้เข้ามาใกล้ท่อปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว ควรเปลี่ยนมาเช็ดจากหน้าไปหลังเสมอ
อาการแบบไหนที่กินน้ำเปล่าอย่างเดียวไม่ไหว ต้องมาพบแพทย์?
แม้ว่าการดื่มน้ำสะอาดเพื่อขับแบคทีเรียจะเป็นวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นที่ดีและได้ผล แต่ถ้าการติดเชื้อนั้นลุกลามไปมากแล้ว น้ำเปล่าอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่ครับ
หากเพื่อนๆ มีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น มีไข้หนั่นสั่น ปวดหลังส่วนล่างหรือปวดเอวรุนแรง (ซึ่งอาจแปลว่าเชื้อลามไปถึงกรวยไตแล้ว) ปัสสาวะมีเลือดปน หรือมีอาการแสบขัดรุนแรงจนทนไม่ไหว แบบนี้ไม่ควรฝืนรักษากินน้ำเองที่บ้านนะครับ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะและรับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อโรคอย่างตรงจุด
เริ่มต้นดูแลตัวเองง่ายๆ แค่หยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบระหว่างวันให้บ่อยขึ้น ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าปล่อยให้ป่วยแล้วต้องมานั่งทรมานกับอาการแสบขัดตอนเข้าห้องน้ำทีหลังนะครับ