กลางดึกคืนหนึ่ง เสียงลูกร้องไห้ครวญคราง ตัวร้อนจัด หรือมีอาการแปลกๆ มักเป็นสถานการณ์ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หัวหมุนและตกใจได้เสมอ สิ่งที่มักตามมาคือความลังเลใจว่า อาการแบบนี้ควรรอเช้าแล้วค่อยไปตรวจแผนกผู้ป่วยนอก หรือควรสตาร์ทรถพาน้องพุ่งตรงไปห้องฉุกเฉินทันที การตัดสินใจในสภาวะเร่งด่วนนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะร่างกายของเด็กมีความเปราะบาง และอาการป่วยสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เราคาดคิด
หมอจึงสรุปข้อบ่งชี้ในการนำเด็กส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน เพื่อให้ปู่ย่าตายายและคุณพ่อคุณแม่ใช้เป็นคู่มือสังเกตอาการเตือนภัยอันตรายที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด
หายใจแบบไหนที่แปลว่าลูกกำลังแย่? สังเกตระบบหายใจอย่างไรให้ทันเวลา
ระบบทางเดินหายใจในเด็กเล็กมีขนาดเล็กและอุดตันได้ง่าย หากพบว่าลูกมีพฤติกรรมการหายใจที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน นั่นคือสัญญาณแรกๆ ที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจน
อาการหายใจหอบเหนื่อย อกบ๋อม และปีกจมูกบาน
สังเกตได้ง่ายๆ โดยการถอดเสื้อลูกออก แล้วดูการเคลื่อนไหวของหน้าอกและชายโครง หากเห็นว่าซี่โครงบุ๋มลึกเข้าไปตามจังหวะหายใจ (Intercostal retraction) หรือบริเวณใต้ลิ้นปี่บุ๋มลงไปอย่างชัดเจน รวมถึงปีกจมูกบานขยับกว้างทุกครั้งที่สูดลมหายใจ นั่นแสดงว่าเด็กกำลังใช้พลังงานอย่างหนักในการดึงอากาศเข้าปอด ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที
เสียงหายใจผิดปกติและริมฝีปากคล้ำ
หากได้ยินเสียงหายใจดังครืดคราดครืดคราดเหมือนมีอะไรอุดกั้น เสียงวี้ด (Wheezing) ขณะหายใจออก หรือเสียงไอเสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า (Croup) ร่วมกับอาการริมฝีปาก เล็บ หรือปลายมือปลายเท้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือคล้ำซีด นี่คือภาวะขาดออกซิเจนขั้นวิกฤตที่ต้องการการดูแลทันที
ซึมลง ไม่ยอมเล่น หรือร้องไห้ไม่หยุด: สัญญาณเตือนทางระบบประสาท
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงของโรคได้ดีที่สุด เด็กที่ป่วยแต่ยังสบตา ยิ้ม หรือเล่นได้ มักจะยังไม่อยู่ในภาวะอันตรายร้ายแรง ตรงกันข้ามกับเด็กที่มีอาการทางระบบประสาท
ซึม ปลุกยาก หรือตอบสนองช้าลงผิดปกติ
หากเจ้าตัวเล็กที่เคยร่าเริงกลับนอนซึม ไม่ยอมสบตา เรียกแล้วไม่ค่อยตอบสนอง ปลุกตื่นยาก หรือง่วงนอนตลอดเวลาแม้จะเป็นเวลาตื่นนอนปกติ อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคติดเชื้อในระบบประสาท ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาวะสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติอย่างรุนแรง
อาการชักเกร็ง ตาค้าง หรือเกร็งกระตุก
เมื่อเด็กมีอาการชัก ไม่ว่าจะเกิดจากไข้สูงหรือสาเหตุอื่น เช่น หน้าตากระตุก ตาเหลือกค้าง แขนขาเกร็ง หรือหมดสติไปชั่วขณะ คุณพ่อคุณแม่ควรรอให้อาการชักหยุด (จัดให้นอนตะแคงป้องกันการสำลัก) แล้วรีบนำส่งห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรงัดปากหรือใส่สิ่งของใดๆ เข้าไปในปากเด็กเด็ดขาด
อาเจียน ท้องเสียหนักแค่ไหน เสี่ยงช็อกและขาดน้ำรุนแรง?
อาการท้องเสียและอาเจียนในเด็กเล็กสามารถทำให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็ว และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการชดเชยสารน้ำอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้
วิธีเช็กสัญญาณเตือนภาวะขาดน้ำรุนแรง
คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กอาการขาดน้ำรุนแรงได้จากสังเกตง่ายๆ ดังนี้
- ปัสสาวะลดลงอย่างเห็นได้ชัด: ผ้าอ้อมแห้งสนิทเกิน 6 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มจัด
- ปากแห้ง ตาโหล: ริมฝีปากแห้งแตก ร้องไห้แล้วไม่มีน้ำตาออกมาเลย รอยเบ็ดหัว (สำหรับทารก) บุ๋มลึกกว่าปกติ
- ผิวกระด้าง ทานอะไรไม่ได้: เมื่อหยิกผิวหนังบริเวณหน้าท้องขึ้นมาแล้วปล่อย ผิวคืนตัวช้า ร่วมกับกกินอะไรก็อาเจียนออกมาหมด ไม่สามารถจิบน้ำหรือสารละลายเกลือแร่ได้เลย
ไข้สูงปรี๊ด หรือผื่นแบบไหนที่ต้องส่งห้องฉุกเฉินด่วน
ไข้เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรค แต่ไข้บางลักษณะและผื่นบางประเภทจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างเร่งด่วน
เด็กทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้
สำหรับทารกวัยแรกเกิดถึง 3 เดือน หากวัดอุณหภูมิทางรักแร้ได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือวัดทางรูตูดได้ 38.0 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ทันที เนื่องจากภูมิคุ้มกันของทารกวัยนี้ยังต่ำมาก ติดเชื้อแล้วกระจายตัวได้รวดเร็ว
ผื่นจุดเลือดออกที่ไม่จางลงเมื่อกด
หากพบบาดแผล ผื่นแดง หรือจุดเลือดออกเล็กๆ ตามตัว ที่เมื่อนำแก้วใสกดทับลงไปบนผื่นแล้ว ผื่นนั้นไม่จางหายไป ร่วมกับเด็กมีไข้สูง ซึม อาการนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดชนิดรุนแรง (Meningococcemia) ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทันที
อุบัติเหตุ สิ่งแปลกปลอม และการได้รับสารพิษ
นอกจากอาการเจ็บป่วยจากโรคแล้ว เหตุสุดวิสัยก็เป็นข้อบ่งชี้ในการนำเด็กส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินที่พบบ่อยมากเช่นกัน
- การสำลักและสิ่งแปลกปลอมอุดกั้น: เด็กกลืนของเล่น เหรียญ หรือถ่านกระดุม แล้วมีอาการไอติดๆ กัน หน้าเขียว หายใจลำบาก
- การพลัดตกหกล้ม: หัวกระแทกพื้นแล้วมีอาการซึมลง อาเจียนพุ่งกระฉูด อาละวาด หรือมีน้ำใสๆ/เลือดไหลออกจากหูหรือจมูก
- สัมผัสหรือรับประทานสารเคมี: ได้รับยาเกินขนาด กินน้ำยาล้างห้องน้ำ หรือสารเคมีในบ้าน ห้ามทำการอาเจียนเอง แต่ให้รีบพามาพบแพทย์พร้อมนำภาชนะบรรจุสารนั้นมาด้วย
การเตรียมตัวและตั้งสติก่อนพาลูกส่งโรงพยาบาล
เมื่อประเมินแล้วว่าลูกมีข้อบ่งชี้ในการนำเด็กส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน สิ่งสำคัญที่สุดคือความตั้งสติของคุณพ่อคุณแม่ ควรมอบหมายหน้าที่ให้ชัดเจน คนหนึ่งดูแลลูก คนหนึ่งขับรถหรือโทรประสานงานเบอร์เรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน (1669)
สิ่งที่ควรรวบรวมติดตัวไปโรงพยาบาล ได้แก่ ประวัติวัคซีน ยาประจำตัวที่ลูกกินอยู่ ประวัติการแพ้ยา และหากเป็นกรณีสงสัยสารพิษหรือสิ่งแปลกปลอม ให้นำซองยาหรือวัตถุนั้นไปด้วย เพื่อช่วยให้ทีมแพทย์ประเมินและทำการรักษาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุด การสังเกตและช่างสังเกตของคุณพ่อคุณแม่ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยเซฟชีวิตของลูกน้อยได้อย่างทันท่วงที