เวลาตรวจสุขภาพประจำปีแล้วผลเลือดบอกว่าการทำงานของตับเริ่มผิดปกติ หรือบางคนเจอแจ็กพอตตรวจพบว่าเป็นโรคตับแข็ง ทั้งที่ในชีวิตไม่เคยดื่มเหล้าเลยสักหยด หลายคนมักจะตั้งคำถามด้วยความตกใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ความจริงแล้วเบื้องหลังตับพังๆ หลายเคสไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์เสมอไป แต่ตัวการเงียบที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือเจ้าไวรัสตับอักเสบเรื้อรังที่แอบกัดกินเนื้อตับของเราทีละน้อยโดยไม่ส่งเสียงร้องเตือนภัย
เชื้อไวรัสตับอักเสบหน้าตาเป็นอย่างไร และทำไมถึงเปลี่ยนตับนุ่มๆ ให้กลายเป็นหินได้
เวลาเราพูดถึงไวรัสตับอักเสบ ตัวหลักที่เราต้องระวังและมักจะสร้างปัญหาเรื้อรังจนกล to be ตับแข็งได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบีและซี เมื่อเชื้อเหล่านี้หลุดเข้ามาในร่างกาย มันจะพุ่งเป้าไปที่เซลล์ตับทันที ร่างกายของเราเมื่อรู้ว่ามีผู้บุกรุกก็จะส่งระบบภูมิคุ้มกันเข้ามาจัดการ แต่ความซวยคือกระบวนการต่อสู้นี่แหละที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง
ถ้าตับอักเสบแค่ไม่กี่วันแล้วหายก็จบไป แต่ถ้าเชื้อพวกนี้ฝังตัวอยู่เป็นปีๆ เป็นสิบปี เซลล์ตับจะค่อยๆ ตายลงไปเรื่อยๆ ร่างกายพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาแทนที่เนื้อตับดีๆ นานวันเข้าพังผืดเหล่านี้ก็หนาตัวขึ้นเรื่อยๆ จนตับสูญเสียความยืดหยุ่น กลายเป็นตับแข็งที่ขรุขระและทำงานต่อไม่ไหวในที่สุด
จากตับอักเสบเงียบๆ สู่ระยะตับแข็ง สังเกตสัญญาณเตือนอย่างไรดี
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในช่วงแรกที่เป็นตับอักเสบเรื้อรังหรือแม้แต่เริ่มเป็นตับแข็งระยะแรก ตับไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวด มันจึงอดทนเก่งมาก คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย กว่าจะมีอาการแสดงออกมา ตับก็เสียหายไปครึ่งค่อนดวงแล้ว
อาการเตือนภัยที่เริ่มฟ้องว่าตับไม่ไหวแล้ว ได้แก่:
- อ่อนเพลียเรื้อรัง: นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ รู้สึกเหนื่อยง่ายอย่างไร้สาเหตุ
- ตัวเหลืองตาเหลือง: สังเกตเห็นได้ชัดที่ตาขาวหรือผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
- ท้องโตขาบวม: เกิดจากมีน้ำสะสมในช่องท้องหรือที่เรียกว่าท้องมาน และขาทั้งสองข้างบวมกดบุ๋ม
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด: ทานอะไรไม่ค่อยลง แน่นท้องง่าย
- เลือดออกง่าย: ช้ำง่าย เลือดกำเดาไหลบ่อย หรืออาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากเส้นเลือดขอดในทางเดินอาหาร
เช็กความเสี่ยง ใครบ้างที่มีโอกาสรับเชื้อไวรัสตัวร้ายนี้โดยไม่รู้ตัว
หลายคนติดไวรัสตับอักเสบบีมาตั้งแต่กำเนิดโดยรับเชื้อมาจากคุณแม่ตอนคลอด เพราะในสมัยก่อนการตรวจคัดกรองยังไม่ทั่วถึงเท่าทุกวันนี้ ส่วนไวรัสตับอักเสบซีมักติดต่อทางเลือดและการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รวมถึงการสัก การเจาะตามร่างกาย หรือการใช้อุปกรณ์ทำฟันและอุปกรณ์เสริมความงามที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ดีพอ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน
วิธีรักษาเมื่อตับแข็งจากไวรัสกลายเป็นเรื่องจริง
เมื่อตรวจเจอว่าเป็นตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบ เป้าหมายหลักของการรักษาไม่ใช่แค่การรักษาอาการปลายเหตุ แต่เป็นการจัดการที่ต้นตอ แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อดูปริมาณไวรัสในกระแสเลือด และพิจารณาให้ยาต้านไวรัสโดยเฉพาะ
สำหรับไวรัสตับอักเสบซี ข่าวดีคือปัจจุบันเรามียาต้านไวรัสรุ่นใหม่ที่กินระยะเวลาสั้นแค่ประมาณ 2-3 เดือน โอกาสหายขาดมีสูงมาก ส่วนไวรัสตับอักเสบบี แม้ส่วนใหญ่จะต้องกินยาควบคุมเชื้อไปในระยะยาวเพื่อไม่ให้ไวรัสกลับมาเบ่งบานทำลายตับเพิ่ม แต่ก็ช่วยหยุดยั้งไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ภาวะตับวายหรือมะเร็งตับได้
การดูแลตัวเองและทางรอดของคนเป็นตับแข็ง
นอกจากการกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยยืดอายุการทำงานของตับที่เหลืออยู่ให้สู้ต่อได้นานที่สุด สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการงดแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เลิกกินยาหรือสมุนไพรเสริมตับที่ไม่มีงานวิจัยรองรับ เพราะตับที่ป่วยอยู่แล้วจะยิ่งทำงานหนักในการขับสารเหล่านี้ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของหมักดอง และเน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด ย่อยง่าย ได้โปรตีนพอเหมาะเพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ และที่สำคัญที่สุดคือการมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดอัลตราซาวด์ดูเนื้องอกตับอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าตรวจพบมะเร็งตับตั้งแต่ก้อนยังเล็ก โอกาสรักษาให้หายขาดย่อมมีมากกว่าแน่นอน