เตือนภัยใกล้ตัว: เมื่อเม็ดเลือดแดงพากันแตกสลายคาเส้นเลือด
เวลาตรวจสุขภาพแล้วเจอผลเลือดจาง หมอส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเรื่องการขาดธาตุเหล็กหรือการเสียเลือดเรื้อรังเป็นอันดับแรก แต่มีภาวะหนึ่งที่อันตรายกว่านั้น และมักทำให้คนไข้ตกใจเมื่อได้ยินชื่อ นั่นคือ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในหลอดเลือด ซึ่งหมายถึงการที่เม็ดเลือดแดงของเรา ซึ่งปกติควรจะเดินทางไปส่งออกซิเจนอย่างสงบเรียบร้อยในหลอดเลือด กลับแตกสลายตัวออกกลางทางเสียก่อนที่จะหมดอายุขัยตามธรรมชาติ
ในฐานะหมอ เวลาเจอคนไข้ที่มีภาวะนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการรีบหาต้นตอให้เจอ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเลือดจางธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างกำลังทำลายระบบไหลเวียนโลหิตของเราอย่างรุนแรง
เกิดอะไรขึ้นข้างในหลอดเลือดของเรากันแน่?
ตามปกติแล้ว เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน หน้าที่หลักคือการขนส่งออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อครบกำหนดพวกมันจะถูกทำลายที่ม้ามตามกระบวนการธรรมชาติ แต่ใน ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในหลอดเลือด กระบวนการนี้กลับเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด และที่สำคัญคือมันแตกคาอยู่ในหลอดเลือดเลย
พอนึกภาพตามง่ายๆ เหมือนถุงบรรจุสารสีแดงถูกฉีกขาดกลางท่อส่งน้ำ สารภายในอย่างฮีโมโกลบินก็รั่วไหลออกมาปะปนในกระแสเลือด ทำให้ไตต้องทำงานหนักมากในการขับสารเหล่านี้ออกทางปัสสาวะ จนบางครั้งทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีโค้กหรือสีชาเข้ม ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ทำให้คนไข้ต้องรีบมาหาหมอ
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่ฟ้องว่าเม็ดเลือดแดงกำลังแตก?
อาการของโรคมักจะมาแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเฉียบพลันขึ้นอยู่กับความรุนแรง สิ่งที่คนไข้ส่วนใหญ่มาเล่าให้ฟังที่ห้องตรวจมักจะมีอาการเหล่านี้
- เหนื่อยง่ายอย่างไร้สาเหตุ: แม้จะนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ แค่เดินนิดหน่อยก็หอบเหนื่อย เพราะปริมาณเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ขนออกซิเจนลดลงฮวบฮาบ
- ตัวเหลืองตาเหลือง: เกิดจากสารบิลิรูเบินที่หลุดออกมาจากการแตกของเม็ดเลือดแดงสะสมอยู่ในร่างกาย
- ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ: บางคนตกใจมากเพราะปัสสาวะออกมาเป็นสีน้ำชาเข้มหรือสีโค้ก ซึ่งเกิดจากฮีโมโกลบินส่วนเกินถูกขับออกทางไต
- เวียนหัว หน้ามืด: สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอทำให้รู้สึกมึนงงตลอดเวลา
สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกคาเส้นเลือด
การที่เม็ดเลือดแดงจะแตกตัวได้นั้น ต้องมีตัวการมารบกวน ซึ่งแพทย์จะแบ่งสาเหตุหลักๆ ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่เพื่อให้ง่ายต่อการรักษา
ความผิดปกติจากตัวเม็ดเลือดแดงเอง
กลุ่มนี้มักมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม ทำให้โครงสร้างของเม็ดเลือดแดงเปราะบางกว่าปกติ เช่น โรคธาลัสซีเมียบางชนิด หรือภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ซึ่งทำให้เม็ดเลือดแดงทนทานต่อแรงกระแทกหรือสารเคมีบาง ชนิด ได้น้อยกว่าคนทั่วไป แค่เจอของแสลงนิดหน่อยก็แตก กระจาย แล้ว
ปัจจัยภายนอกที่คอยทำลายเม็ดเลือดแดง
กลุ่มนี้ตัวเม็ดเลือดแดงปกติดี แต่ไปเจอสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรในหลอดเลือด เช่น ลิ้นหัวใจเทียมที่ใส่เข้าไปแล้วไป กระแทก เม็ดเลือดแดงจนแตก การติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด โรคภูมิคุ้มกันทำลายเม็ดเลือดแดงของตัวเอง หรือแม้แต่การได้รับสารพิษและยาบางประเภท
วิธีตรวจวินิจฉัยของแพทย์
เมื่อสงสัยว่ามี ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในหลอดเลือด หมอจะไม่ดูแค่ความเข้มข้นของเลือดอย่างเดียว แต่จะต้องส่งตรวจห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลให้แน่ชัด
- การเจาะเลือดดูรูปร่างเม็ดเลือดแดงใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูว่ามีเศษเม็ดเลือดแดงแตกกระจายอยู่หรือไม่
- การตรวจระดับสารฮีโมโกลบินในพลาสมาและค่าแฮปโตโกลบิน (Haptoglobin) ซึ่งจะลดลงอย่างมากเพราะถูกใช้ไป จับ กับฮีโมโกลบินที่รั่วออกมา
- การตรวจการทำงานของตับและไต เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายใน
การดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อตรวจพบโรค
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการหยุดยั้งต้นเหตุที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก และประคับประคองอาการให้ร่างกายกลับมาสร้างเลือดได้เป็นปกติ หากสาเหตุมาจากยาก็ต้องหยุดยา หากเกิดจากปัญหาที่ลิ้นหัวใจอาจต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ หรือถ้าเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันก็อาจต้องใช้ยาปรับภูมิคุ้มกันบำบัด
สิ่งสำคัญที่สุดคือการมาพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด งดการซื้อยาหรืออาหารเสริมมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจไปกระตุ้นให้อาการแย่ลงกว่าเดิม การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่เป็นสาเหตุ จะช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคนี้ได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น