ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หมอมักจะเจอคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาในคลินิกด้วยอาการบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น ข้อเท้าแพลงจากการตกบันได เดินสะดุด หรือบางคนก็มาด้วยอาการปวดตึงคอบ่าไหล่เรื้อรังจากการทำงานออฟฟิศ คำถามแรกๆ ที่หมอมักจะได้รับเสมอคือ เมื่อมีอาการปวดบวมแดงแบบนี้ ควรจะเลือกประคบแบบไหนดี ระหว่างประคบเย็นกับประคบร้อน

ความสับสนนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้มาก เพราะหากเราเลือกใช้ผิดวิธี แทนที่จะช่วยบรรเทาอาการปวด อาจกลับกลายเป็นการเติมเชื้อไฟให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้นกว่าเดิม หลักการสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ การประคบร้อนและการประคบเย็นลดการอักเสบได้ทั้งคู่ แต่ทำงานผ่านกลไกที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง และต้องเลือกใช้ให้ถูกช่วงเวลา

เพิ่งล้ม ข้อเท้าแพลง บวมเป่ง: ทำไมต้องรีบประคบเย็นทันที?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุเฉียบพลัน เช่น หกล้ม กระแทก ข้อเท้าแพลง หรือมีอาการฟกช้ำดำเขียวขึ้นมาทันที ร่างกายจะส่งเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นเพื่อซ่อมแซม ส่งผลให้เกิดอาการบวม แดง และร้อนบริเวณแผล ช่วงเวลานี้คือช่วงที่เส้นเลือดกำลังขยายตัวและเกิดการอักเสบอย่างรวดเร็ว

การประคบเย็นในระยะเฉียบพลัน หรือในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังได้รับบาดเจ็บ จะเข้าไปช่วยทำให้หลอดเลือดหดตัวลง ช่วยจำกัดการไหลเวียนของเลือดไม่ให้ไปกระจุกตัวอยู่ที่แผลมากเกินไป ส่งผลให้ลดอาการบวมและลดการหลั่งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบได้ดี นอกจากนี้ ความเย็นยังช่วยทำให้เส้นประสาทบริเวณนั้นชาชั่วขณะ ส่งผลให้อาการปวดทุเลาลงได้อย่างรวดเร็ว

วิธีประคบเย็นที่ถูกต้อง ไม่ให้ผิวหนังบาดเจ็บจากความเย็นจัด

  • อุปกรณ์ที่ใช้: สามารถใช้เจลประคบเย็นสำเร็จรูป หรือน้ำแข็งก้อนใส่ถุงพลาสติกห่อด้วยผ้าขนหนูผืนบาง
  • ห้ามประคบน้ำแข็งโดยตรง: การเอาน้ำแข็งไปวางแนบกับผิวหนังโดยตรงอาจทำให้เกิดภาวะผิวไหม้จากความเย็นจัดได้
  • ระยะเวลาที่เหมาะสม: ประคบครั้งละ 15 ถึง 20 นาที ทุกๆ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ไม่ควรประคบแช่ไว้นานเกินครึ่งชั่วโมงเพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย

เมื่อพ้น 48 ชั่วโมงแรก หรือมีอาการปวดเมื่อยตึงเกร็ง: ถึงเวลาหันมาซบความอุ่น

หลังจากผ่านช่วงเฉียบพลันไปแล้ว หรือหากอาการปวดนั้นไม่ใช่การบาดเจ็บจากการกระแทก แต่เป็นอาการปวดตึงกล้ามเนื้อจากการใช้งานซ้ำๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอบ่าไหล่จากการนั่งทำงานนานๆ หรือปวดประจำเดือน การเลือกใช้ความร้อนจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด

การประคบร้อนจะทำงานตรงกันข้ามกับความเย็น โดยความร้อนจะเข้าไปกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ร่างกายจะสามารถลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งช่วยขับสารตกค้างอย่างกรดแลกติกที่เป็นตัวการทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าให้ออกไปจากกล้ามเนื้อ อีกทั้งความอุ่นยังช่วยคลายพังผืดและลดการตึงเกร็งของเส้นเอ็นได้เป็นอย่างดี

วิธีประคบร้อนให้ปลอดภัย ไม่ผิวไหม้พุพอง

  • อุปกรณ์ที่ใช้: กระเป๋าน้ำร้อน ถุงน้ำร้อนยาง หรือผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด
  • ทดสอบอุณหภูมิทุกครั้ง: อุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 40 ถึง 45 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นความอุ่นที่รู้สึกสบาย ไม่ร้อนจัดจนแสบผิว
  • ระยะเวลาที่เหมาะสม: ประคบครั้งละ 15 ถึง 20 นาที วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง โดยสามารถยืดหยุ่นเวลาได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่ควรประคบจนหลับไปเพื่อป้องกันผิวไหม้

วิธีจำง่ายๆ ปวดแบบไหนเลือกประคบอะไรดี?

เพื่อไม่ให้สับสนเวลาเกิดอาการปวดกะทันหัน หมอมีหลักการจำสั้นๆ มาให้ลองนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดังนี้

  • ประคบเย็นเมื่อ: มีอาการบวม แดง ร้อน เพิ่งบาดเจ็บมาใหม่ๆ ภายใน 2 วันแรก หรือมีอาการปวดศีรษะจากความเครียด ปวดฟัน
  • ประคบร้อนเมื่อ: มีอาการตึงเกร็ง ปวดเมื่อยเรื้อรัง ข้อต่อติดขัดในตอนเช้า หรือมีอาการปวดประจำเดือน

ข้อควรระวังที่หมออยากเตือน: สัญญาณอันตรายและแผลแบบไหนห้ามประคบ?

แม้ว่าการประคบร้อนและการประคบเย็นลดการอักเสบจะเป็นทางเลือกที่ดีและปลอดภัยในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ก็มีข้อยกเว้นสำคัญบางประการที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

กลุ่มคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องระบบประสาทรับความรู้สึกบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการชาปลายมือปลายเท้า ควรหลีกเลี่ยงการประคบด้วยตัวเอง หรือต้องระวังอย่างมากเพราะอาจจะไม่รู้สึกตัวเมื่อผิวหนังเริ่มไหม้จากความร้อนหรือความเย็นจัด นอกจากนี้ บริเวณที่มีแผลเปิด มีเลือดออก หรือมีการติดเชื้อเป็นหนอง ห้ามทำการประคบโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายหรือแผลเกิดการอักเสบติดเชื้อรุนแรงขึ้น

หากทำการปฐมพยาบาลด้วยการประคบอย่างถูกวิธีแล้วผ่านไป 2 ถึง 3 วัน แต่อาการปวดบวมยังไม่ทุเลาลง หรือกลับมีอาการบวมแดงเพิ่มมากขึ้น เดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้ร่วมด้วย หมอแนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะอาจมีการบาดเจ็บที่รุนแรงซ่อนอยู่ภายใน เช่น กระดูกร้าว หรือเอ็นฉีกขาดที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down