ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เสียงครืดคราดในอกลูกน้อย ปัญหาหนักใจที่กุมารแพทย์พบบ่อยที่สุด

เสียงไอโขลกๆ สลับกับเสียงหายใจครืดคราดขลุกขลักอยู่ในอกของลูกน้อยยามค่ำคืน เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องพาลูกมาพบแพทย์ด้วยความวิตกกังวล เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปีมักจะยังไม่สามารถไอขับเสมหะออกมาได้ด้วยตัวเองเหมือนผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบทางเดินหายใจยังเติบโตไม่เต็มที่ หลอดลมมีขนาดเล็ก และกล้ามเนื้อที่ใช้ในการไอเพื่อขับเสมหะยังไม่มีกำลังมากพอ เมื่อมีเสมหะคั่งค้างในปอดและทางเดินหายใจ จึงส่งผลให้ลูกน้อยหายใจลำบาก งอแง กินนมได้น้อยลง และนอนหลับไม่สนิท

ในทางการแพทย์ นอกเหนือจากการใช้ยารักษาตามอาการแล้ว เทคนิคการเคาะปอดและการช่วยระบายเสมหะ ถือเป็นกายภาพบำบัดทรวงอกที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยขับเสมหะออกจากส่วนลึกของปอด ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อนได้อย่างมาก

กลไกเบื้องหลัง: ทำไมการเคาะปอดจึงช่วยระบายเสมหะได้

การเคาะปอด (Chest Percussion) ไม่ใช่การตบหลังเด็กแรงๆ ด้วยความโกรธหรือความรีบร้อน แต่เป็นศิลปะการบำบัดที่อาศัยแรงสั่นสะเทือนจากลมปะทะ เมื่อเราทำมือเป็นรูปถ้วยแล้วเคาะลงบนทรวงอกของเด็ก ลมที่ถูกกักไว้ใต้ฝ่ามือจะสร้างแรงสั่นสะเทือนส่งผ่านผนังทรวงอกเข้าไปถึงเนื้อปอด แรงสั่นสะเทือนนี้จะช่วยแซะเอาเสมหะที่เหนียวหนืดและเกาะแน่นตามผนังถุงลมหรือหลอดลมส่วนปลายให้หลุดออก กลายเป็นเสมหะส่วนเกินที่เคลื่อนตัวขึ้นมายังหลอดลมส่วนบน ซึ่งง่ายต่อการที่เด็กจะไอขับออกมา หรือให้ผู้ปกครองช่วยดูดออกด้วยลูกยางแดง

ขั้นตอนปฏิบัติ: เทคนิคการเคาะปอดและการช่วยระบายเสมหะอย่างถูกวิธี

การทำกายภาพบำบัดทรวงอกให้เด็กเล็กอย่างปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด ควรทำตามขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์ดังต่อไปนี้

1. การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม

  • หลีกเลี่ยงช่วงหลังอิ่มนมหรืออาหารทันที: ควรทำก่อนมื้อนมหรือมื้ออาหารอย่างน้อย 30 นาที หรือหลังอาหารไปแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอาเจียนและเกิดการสำลักนมหรืออาหารลงสู่ปอด
  • ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: มักเป็นช่วงตื่นนอนตอนเช้า เนื่องจากเป็นช่วงที่มีเสมหะสะสมค้างอยู่เป็นจำนวนมากตลอดทั้งคืน หรือทำหลังจากที่ลูกน้อยได้รับยาขยายหลอดลมหรือยาละลายเสมหะแล้วประมาณ 15-30 นาที

2. การจัดท่าทางเพื่อช่วยระบายเสมหะตามหลักแรงโน้มถ่วง (Postural Drainage)

การจัดท่าทางมีหลักการง่ายๆ คือการให้ส่วนของปอดที่มีเสมหะอยู่สูงกว่าหลอดลมส่วนกลาง เพื่อให้แรงโน้มถ่วงของโลกช่วยพัดพาเสมหะไหลลงมาตามธรรมชาติ โดยท่าพื้นฐานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็กมีดังนี้

  • ท่าระบายปอดส่วนบน: ให้เด็กนั่งเอนตัวมาทางด้านหน้าเล็กน้อยบนตักของคุณพ่อคุณแม่ หรืออุ้มลูกพาดบ่าโดยให้ศีรษะของลูกตั้งตรง
  • ท่าระบายปอดส่วนกลีบกลางและกลีบล่าง: ให้เด็กนอนคว่ำบนหมอนหนุนที่ไม่หนาจนเกินไป หรือนอนคว่ำพาดบนตักของคุณพ่อคุณแม่ โดยให้ส่วนสะโพกอยู่สูงกว่าระดับทรวงอกและศีรษะเล็กน้อย (ลาดเอียงประมาณ 15-30 องศา)

3. เทคนิคการเคาะปอดที่ถูกต้องและปลอดภัย

ความปลอดภัยของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำกายภาพบำบัดทรวงอก ผู้ปกครองควรฝึกฝนน้ำหนักมือและตำแหน่งในการเคาะอย่างละเอียด

  • วิธีทำมือ: ให้ห่อผ่ามือเข้าหากันเกร็งข้อมือเล็กน้อยให้ลักษณะมือเป็นรูปถ้วย (Cupping) เมื่อเคาะลงบนผิวหนังจะต้องเกิดเสียงดัง "ปุ๊ ปุ๊" โปร่งๆ ซึ่งแสดงว่ามีลมอยู่ใต้ฝ่ามือ หากเคาะแล้วเกิดเสียงดัง "แปะ แปะ" แสดงว่าฝ่ามือแบนราบเกินไป ซึ่งจะทำให้เด็กเจ็บตัวและไม่ได้แรงสั่นสะเทือนที่ลึกพอ
  • ตำแหน่งที่ควรเคาะ: เคาะบริเวณรอบๆ ทรวงอกด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังครอบคลุมบริเวณที่เป็นปอด
  • ตำแหน่งที่ห้ามเคาะเด็ดขาด: ห้ามเคาะบริเวณแนวขนานกระดูกสันหลัง กระดูกหน้าอก กระดูกไหปลาร้า ชายโครงด้านล่างสุด (ตำแหน่งของตับและม้าม) และบริเวณหน้าท้อง เนื่องจากอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายในได้
  • ระยะเวลาและจังหวะ: เคาะด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป ประมาณ 100-120 ครั้งต่อนาที โดยเคาะในแต่ละท่าประมาณ 3-5 นาที ระหว่างการเคาะควรสังเกตสีหน้าและอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด

4. การช่วยขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจ

หลังจากเคาะปอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เสมหะจะถูกขับขึ้นมารวมกันที่หลอดลมส่วนบน หากเป็นเด็กโตจะสามารถกระตุ้นให้ไอออกมาได้เอง แต่สำหรับเด็กเล็กที่ไม่สามารถขากเสมหะออกได้เอง ผู้ปกครองสามารถช่วยเหลือได้ดังนี้

  • การใช้ลูกยางแดงช่วยดูดเสมหะ: ค่อยๆ บีบลูกยางแดงให้แบน สอดปลายหัวลูกยางแดงเข้าไปในรูจมูกทีละข้างลึกประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร หรือสอดเข้าทางมุมปากเพื่อดูดเสมหะในคอ จากนั้นปล่อยมือช้าๆ เพื่อให้แรงดูดดึงเอาเสมหะหรือน้ำมูกออกมา นำไปบีบตลับทิ้งในกระดาษทิชชู ทำซ้ำจนกว่าเสียงหายใจจะโล่งขึ้น
  • การกระตุ้นการไอ (ในกรณีที่จำเป็น): แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดอาจแนะนำให้ใช้ปลายนิ้วชี้กดเบาๆ บริเวณรอยบุ๋มเหนือกระดูกหน้าอก (ตรงตำแหน่งท่อลมหลัก) ขณะที่เด็กหายใจออก เพื่อกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการไอสะท้อน

ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามละเลย

สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลลูกน้อยคือการตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดและความปลอดภัย การเคาะปอดอาจไม่เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ในเด็กบางรายที่มีภาวะสุขภาพเฉพาะทาง

ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงหรือหยุดทำกายภาพบำบัดทรวงอกทันทีหากพบเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • มีเสียงหายใจวี้ด (Wheezing): หากลูกมีอาการหลอดลมตีบเกร็งหรือหอบหืดเฉียบพลัน การเคาะปอดจะยิ่งไปกระตุ้นให้หลอดลมตีบตัวลงและหายใจลำบากมากขึ้น ควรได้รับยาพ่นขยายหลอดลมตามแผนการรักษาของแพทย์ก่อนเสมอ
  • เด็กมีภาวะเลือดออกง่าย: มีจุดเลือดออกตามตัว หรือมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  • เพิ่งรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ: เสี่ยงต่อการสำลักและเศษอาหารอุดกั้นทางเดินหายใจ
  • สภาพร่างกายไม่พร้อม: มีกระดูกซี่โครงหัก มีแผลเปิดที่ผนังทรวงอก หรือเด็กมีอาการเหนื่อยหอบอย่างรุนแรงจนเล็บและริมฝีปากเริ่มเขียวคล้ำ

สัญญาณเตือนเร่งด่วนที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที

ในระหว่างการทำหรือหลังจากการทำกายภาพบำบัดทรวงอก หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณเตือนของภาวะพร่องออกซิเจนหรือระบบหายใจล้มเหลวดังต่อไปนี้ ต้องหยุดทำกิจกรรมทุกอย่างและพาลูกน้อยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • ปีกจมูกบานออกขณะหายใจเข้า
  • มีอาการหายใจอกบุ๋ม ซี่โครงบุ๋ม หรือบริเวณใต้คอตรงรอยต่อไหปลาร้าบุ๋มลึกลงไปอย่างชัดเจน
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือเท้ามีสีม่วงคล้ำหรือซีดเซียว
  • เด็กซึมลงอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมดูดนม หรือมีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวายใจอย่างรุนแรง
  • อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด (เช่น หายใจมากกว่า 40-50 ครั้งต่อนาทีในเด็กเล็ก)

การเรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคการช่วยระบายเสมหะที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความรุนแรงของโรคทางเดินหายใจในเด็กเล็กได้อย่างมหาศาล ช่วยให้ลูกน้อยกลับมาหายใจได้สบายตัว มีระดับออกซิเจนที่เพียงพอ และเติบโตได้อย่างแข็งแรงสมวัยในทุกๆ วัน

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ